ขวานเพียงเล่มเล็กๆ หรือจะทำลายป่าอันกว้างใหญ่ได้

      เหรียญกับผม เราออกจากหมู่บ้านคำบากหลังจากกินข้าวเช้าแล้ว บนบ่าซ้ายของเหรียญคล้องผ้าขาวม้าที่ทำเป็นถุงใส่ห่อข้าว บ่าขวาแบกขวานหงอนสำหรับตัดต้นไม้ ส่วนผมแบกปืนแก๊ปและที่เอวคาดขวดดินปืนและถุงลูกปืน

       เราเดินออกทางด้านหลังอาคารเรียน พอพ้นเขตโรงเรียนก็เป็นลำห้วยเล็กๆ แต่ตลิ่งค่อนข้างสูง เราลุยน้ำซึ่งลึกเพียงหน้าแข้ง น้ำใสและค่อนข้างเย็น จากลำห้วยเป็นป่าโปร่งทางเดินแคบๆ เราเดินกันเงียบๆ ผมตื่นเต้นกับการเดินครั้งนี้มาก ตามองสองข้างทาง มือซ้ายจับพานท้ายปืนแก๊ปที่วางอยู่บนบ่าพอหลวมๆ ใจคิดว่าขอให้เจอสัตว์ป่าสักตัวทีเถอะ จะขอยิงเป็นครั้งแรกของชีวิต แต่เวลาผ่านไปจนเกือบชั่วโมงผมก็ยังไม่เจอสัตว์ที่พอจะยิงได้ มีเพียงผีเสื้อ กิ้งก่า และนกตัวเล็กๆ นกตัวใหญ่หน่อยก็อยู่สูงหรือไม่ก็ไกลเกินไป

      เราเดินไม่หยุดตามทางแคบๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นราบ คะเนระยะทางจากหมู่บ้านประมาณสี่กิโลเมตร ผมพยายามมองหาภูเขา แต่..มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ปกคลุมทางที่เราเดินให้ร่มคลึ้ม แสงแดดแทบจะส่องไม่ถึงพื้นดิน ทำให้อากาศเมื่อใกล้เที่ยงวันยังเย็นสบาย แต่ผมเริ่มมีเหงื่อออกตามศรีษะและคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงภูเขาสักที สักพักสังเกตเห็นว่าทางเริ่มจะลาดชันขึ้น รู้สึกตัวเองเดินช้าลง ปืนที่แบกบนบ่าหนักขึ้นกว่าเดิม ระยะห่างระหว่างผมกับเหรียญยาวขึ้น เขายังเดินสบายๆ ทั้งๆ ที่สองบ่าค่อนข้างหนัก

      "เหนื่อยไหมครู" เหรียญถามโดยไม่หันมามองผม ความจริงผมเหนื่อยและอยากจะพักสักครู่ กำลังจะบอกขอพักเหรียญก็พูดต่อว่า "ทนเอาหน่อยนะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว ขึ้นเขาอีกหน่อยเดียว"

      หา...ขึ้นเขาแล้วเหรอ ผมคิดและหันกลับมองดูด้านหลัง พอดีช่วงนั้นต้นไม้ไม่มากนัก เบื้องหน้าผมเป็นยอดไม้ ไกลออกไปเป็นผืนพรมสีเขียวขจีกว้างยาวสุดสายตา ใช่แล้ว..ผมได้ขึ้นมาบนภูเขาแล้ว โดยไม่รู้ตัว

     แต่..ผมมีเวลาชื่นชมกับธรรมชาติไม่นานก็ต้องรีบหันกลับ เพราะเหรียญเดินไปไกลมากแล้ว หากผมยังเดินคงไปไม่ทันแน่ จึงรีบวิ่งเหยาะๆ ตามไป เล่นเอาหอบผมจึงตามเหรียญท้น

      "นั่นไง...ไร่พริกของผม" เหรียญหยุดเดินและชี้ให้ดูไหล่เขาข้างหน้าไม่ไกลนัก มันเป็นแปลงพริกขี้หนูเนื้อที่ประมาณสามงาน ต้นพริกขึ้นอัดกันแน่น แต่ละต้นมีพริกสีเขียวอ่อนเต็มไปหมด แทบมองไม่เห็นใบ

      "โอ้ โฮ ดกมาก" ผมอุทาน "ทำไมมาปลูกไกลขนาดนี้ล่ะ แล้วเวลาเก็บจะเอากลับยังไง" ผมสงสัย

      "ปลูกใกล้บ้านมันจะดกขนาดนี้รึ" เหรียญตอบคำถามแรก แล้ววางขวานหงอนลงที่พื้น เอาผ้าขาวม้าที่ทำเป็นย่ามใส่ข้าว ห้อยไว้ที่กิ่งไม้ใกล้ๆ ตัว

      "เวลาพริกมันแก่ก็ให้แม่กับไอ้หลินมาหาบเอากลับบ้าน" เหรียญบอก ไอ้หลินก็คือน้องสาวของเหรียญนั่นเอง

      เหรียญหักกิ่งไม้ที่มีใบใหญ่และหนาปูลงพื้น แล้วนั่งลงบนกิ่งไม้นั้นพร้อมกับล้วงถุงพลาสติกใส่ยาเส้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ จัดการมวนและจุดไฟสูบอย่างมีความสุข

      "อ้าว...พักที่นี่รึ" ผมถาม เหรียญพยักหน้าและพูดว่า "จะฟันป่าแถวนี้ทำเป็นไร่ข้าว"

        ผมจึงไปหักกิ่งไม้ต้นเดียวกับที่เหรียญหัก ปูห่างจากเหรียญเล็กน้อย เอาปืนแก๊ปพิงต้นไม้ใหญ่ข้างๆ แล้วนั่งลงเอาผ้าขาวม้าที่มัดเอวขึ้นเช็ดเหงื่อที่เต็มใบหน้า สัมผัสได้ขณะนั้นคืออากาศที่ค่อนข้างเย็น ลมพัดเอื่อยๆ และเสียงนกร้องเป็นหมู่ไม่ไกลนัก อีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวเจอกัน ผมคิดในใจ

      เมื่อยาเส้นหมดมวน เหรียญก็ลุกขึ้นหยิบขวานหงอนเดินไปที่ต้นไม้ขนาดลำตัวคน แล้วเหวี่ยงคมขวานลงที่ต้นไม้นั้น คมขวานกระทบต้นไม้เสียงดัง "ฉึกๆ" ผมเห็นเปลือกไม้กระเด็นออกมา มองขึ้นไปบนยอดไม้เห็นกิ่งไม้และใบไม้กระเทือนสั่นไหว

       ในคราวนั้นผมไม่ได้คิดเลยว่าขวานเพียงเล่มเล็กๆ จะทำลายป่าที่กว้างใหญ่ได้ ผมคิดเพียงว่า ได้เวลาการล่าสัตว์ของผมแล้ว

อ่านต่อ ตอน 14. นกน้อยถึงฆาต