รายงานข่าวออกมาก่อนหน้าว่าเงินคงคลังของประเทศขาดสภาพคล่อง แต่เมื่อคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมายืนยันว่ามีเหลืออยู่ 52,000 ล้านบาท และบอกว่ายังไปกันได้ ตรงนี้น่าจะสบายใจกันได้ และบอกอีกว่าเราไม่มีทางจะถึงวันนั้น ซึ่งหมายถึงวันที่รัฐบาลไม่มีปัญญาจับจ่ายใช้สอย อย่างนี้คงทำให้หลายคนหมดกังวลได้
ความจริงเงินคงคลังนั้นเป็นเหมือนกระแสเงินสดของรัฐบาล ช่วงหลายปีที่ผ่านมาและมีอยู่หลายครั้งที่รัฐบาลมีไม่พอ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะรัฐบาลสามารถหมุนเงินมาจ่ายก่อนได้เสมอ ยิ่งขณะนี้ยังมีเงินเหลือก็ไม่เห็นจะน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
เงินคงคลังของรัฐมาจากการจัดเก็บภาษี อากร ค่าฤชาธรรมเนียมทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศ เช่นเดียวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่เกิดขึ้นในทุกจังหวัด ในแต่ละวันก็มีการจัดเก็บและจ่ายออกเหมือนกับสถาบันการเงินต่าง ๆ การบริหารจัดการเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรพิเศษแตกต่าง การที่เงินคงคลังเหลือลดลงในบางช่วงบางครั้ง หรือแม้กระทั่งเงินคงคลังไม่พอ การบริหารจัดการก็แก้ไขได้ง่ายด้วยการหยิบยืมเงินเพื่อการชำระหนี้ไปก่อน
เงินคงคลังจะไม่มีปัญหาหากว่ารัฐบาลคิดอ่านล่วงหน้าถ้าคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าในอีก3-6เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าดีขึ้นปัญหาก็หมดไป แต่ถ้าเลวลงนั่นก็หมายถึงว่ารายได้ของภาครัฐจะลดลงขณะที่ค่าใช้จ่ายคงเดิม อย่างนี้ต้องวางแผนการเงินของรัฐให้ดี อาจเรียกเก็บภาษีบางอย่างเพิ่มขึ้น อาทิ ภาษีอากรยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีพ หรือแม้แต่จะออกกฎหมายภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เป็นต้น หรือถ้าเห็นว่าอาการหนักจริง ๆ ก็จำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ทางตัวเลขรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว เพราะรัฐยังมีช่องว่างอีกประมาณ 13-14% สำหรับการก่อหนี้สาธารณะและเป็นไปตามวินัยการเงินการคลังของประเทศ
การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลสำหรับปีงบประมาณ 2552 นี้ ยังอยู่ในกรอบ จึงควรปล่อยวางเรื่องเงินคงคลังไว้ก่อน เรื่องเร่งด่วนที่ควรน่าจะเป็นห่วงก็คือ ทำอย่างไรเราถึงจะสามารถชะลอการหดตัวของเศรษฐกิจประเทศลงไปได้ ซึ่งก็ได้เห็นความพยายามของรัฐบาลแล้วต่อเรื่องนี้ และขอให้ทำในสิ่งที่รัฐบาลได้ประกาศออกไปให้สำเร็จ
รายได้ของประเทศส่วนใหญ่มาจากการค้าระหว่างประเทศ (ความหมายรวมถึงการเคลื่อนย้ายทุน ทุนบริจาค) เมื่อรายได้ส่วนนี้ลดลง รัฐต้องพิจารณาด้านการเงินให้มีการผ่อนปรนมากขึ้น และพิจารณาด้านการคลังโดยให้ตัวเลขโดยรวมของรัฐได้ผ่อนปรนด้านการคลังให้มากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้คงเอาไว้
ฐานเศรษฐกิจ (คอลัมน์บทบรรณาธิการ) 9 ก.พ. 52