ทำให้ผมกลับมาไตร่ตรองกับตนเอง ว่าสังคมขาดทุนย่อยยับจากการต่อสู้แย่งชิง เครดิต หรือคะแนนผลงานส่วนตน ของผู้รับผิดชอบงานระดับสูง ผมจึงสอนตนเอง ให้ไม่ถือคะแนนที่ตนจะได้รับเป็นใหญ่ ให้ถือประโยชน์ของส่วนรวม ของหน่วยงาน และของประเทศ เป็นใหญ่
ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมดำรงชีวิตแบบ “ไม่เอาคะแนน” เรื่อยมา เมื่อได้ฟัง ศ. ริคาร์โด พูดใน PMA Conference เมื่อวันที่ ๒๙ ม.ค. ๕๒ ว่าองค์กรระหว่างประเทศต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาโภชนาการของโลก โดยไม่คำนึงว่าหน่วยงานไหนจะได้เครดิตผลงาน ใช่แล้ว... ต้องไม่แง่งอนกันเรื่องใครได้เครดิตหรือผลงาน สะกิดให้ผมปิ๊งแว้บทันทีว่า ผมใช้ชีวิตแบบ...ไม่เอาเครดิต หรือไม่เอาคะแนน มาตลอดชีวิต
ผมเคยได้ยินอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งห้ามลูกพรรคต่อหน้าผม ว่าเรื่องนั้นอย่าไปทำ เพราะจะได้เครดิตแก่พรรคคู่แข่ง ผมเคยได้ยินรัฐมนตรีพรรคเดียวกันบ่นมาเข้าหูผม ว่าเรื่องนั้นทำไมเชิญ รมต. ท่านอื่นไปร่วม ทำไมไม่เชิญเขาซึ่งน่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง เท่ากับนักการเมืองเหล่านั้น หิวกระหาย เครดิต อยู่ตลอดเวลา
ทำให้ผมกลับมาไตร่ตรองกับตนเอง ว่าสังคมขาดทุนย่อยยับจากการต่อสู้แย่งชิง เครดิต หรือคะแนนผลงานส่วนตน ของผู้รับผิดชอบงานระดับสูง ผมจึงสอนตนเอง ให้ไม่ถือคะแนนที่ตนจะได้รับเป็นใหญ่ ให้ถือประโยชน์ของส่วนรวม ของหน่วยงาน และของประเทศ เป็นใหญ่
ผมจึงถือตนเอง เป็นคน “ไม่เอาเครดิต” เรื่อยมา
แต่ก็แปลกจริงๆ ตอนนี้ เครดิตของผมดีมากอย่างประหลาด
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ม.ค. ๕๒
มาอ่านค่ะ อาจารย์
อาจารย์อาจจำหนูไม่ได้ แต่หนูจดจำอาจารย์และคำสอน ทำนองนี้มาตลอดค่ะ...ด้วยความเคารพ
ศิษย์เก่า มอ ออ ค่ะ
ขอยึดแบบอย่างที่ดีของการทำงานแบบ "ไม่เอาคะแนน"
ของท่านอาจารย์หมอ
เพื่อเก็บไว้เตือนใจตัวเองเวลาทำงานแล้ว "อยากได้คะแนน" ครับ
ขอบคุณครับ
มีคนสอนว่าให้ยิ่งให้ยิ่งได้และจำมาเรื่อยๆ อาจารย์เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนค่ะ
ขอบคุณเรื่องเล่าที่ดีๆค่ะ
ไม่เอาคะแนนแล้ว..สบายใจครับ
ยายธีหอบกระดาษที่มีคะแนนบ่งบอกความสามารถไปเรียนต่อเมืองนอก(เยอรมัน)สาขาศิลปะกรรมเขาถามให้เรางงไม่ทราบว่าจะตอบเขาว่าอย่างไรตอนนั้นคำถามมีอยู่ว่าเอาอะไรเป็นตัววัดค่าเหล่านั้นและค่าของตัวเลขนั้นมาจากไหน....เรียนจบมาจากที่นั่นก็ไม่เคยเห็นคะแนนที่เป็นตัวเลขอีกเลย...จบแล้วก็ได้ตำแหน่งสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย..ที่เบอรลิน บราวชวัยก์ ได้ทำงานประกวดแบบชนะทางด้านประฏิมากรรมมีผลงานยังเป็นที่ปรากฎอยู่ในมหาวิทยาลัยFUเบอรลินและงานต่อเนื่องที่ทำอยู่ช่วงนั้นก็เห็นว่าประสบความสำเร็จที่ดีโดยไม่มีคะแนนเป็นค่าความสามารถทั้งในชีวิตการเรียนและการสอนอีกเลย...อยากให้มีโรงเรียนชนิดนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทยอยากจะจัดตั้งขึ้นโดยไม่อยู่ในระบบแต่จะมีความเป็นไปได้ไหมจะโดนข้อหาอะไรบ้างอาจารย์จะพอมีคำตอบให้เป็นแนวทางบ้างไหมคะ....รร.นี้จะสอนแค่ เรื่องราวในชีวิต เป็น อยู่ คือ..ปริญญาที่จะได้คือเข้าใจชีวิตคิดเป็นอยู่เป็น กินเป็นไม่เป็นทาสเวลาและวัตถุ...จะเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อมไปไหม......เนอะท่านอาจารย์