ตั้งใจจะเขียนบล๊อคนี้นานแล้วครับ หลังจากที่ได้อ่านและตรวจทานงานวิจัยของ สกว. นัยสำคัญต่อมาเลยเซีย ชิ้นหนึ่งดูแล้วผลการวิจัยน่าสนใจมากครับสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ที่พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงปัญหาในบางมิติที่เราหลายคนอาจมองเห็นแต่มีผู้ใหญ่บางท่านกลับ(แกล้ง)มองไม่เห็นมัน อิสระทางภาษาที่ผมพยายามอยากจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงพื้นที่แห่งนี้ว่า ถ้าเราให้เกียรติภาษาถิ่นซึ่งกันและกันเปิดโอกาสให้คนพื้นที่ใช้ภาษาในระบบอย่างเต็มที่และถูกวิธีในระบบการศึกษาผมเชื่อว่า อนาคตข้างหน้าเด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กทั่วไป เพราะการเรียนรู้เท่าที่อ่านงานวิจัย เด็กที่เรียนรู้ระบบทวิภาษาจะเรียนรู้ได้ดีกว่าไหม๊ครับกับเด็กที่เรียนรู้แบบภาษาเดียวแถมต้องบังคับให้เรียนอีก ประเด็นนี้ไม่รู้ว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้เต็มที่ด้วยความสมัครใจหรือป่าว อิอิ
โดยส่วนตัวแล้วมองว่า...พื้นที่แห่งนี้หากหลายคนมองว่ามันคือพื้นที่แห่ง "พหุวัฒนธรรม" ผมอยากจะให้หันไปมองมาเลเซียครับว่ามันมากกว่าคำว่า "พหุวัฒนธรรม" ขนาดไหน เอาแค่รัฐใกล้ๆอย่างกลันตัน มีความเป็นพหุวัฒนธรรมเยอะเลยครับ แต่ทำไมคนสยามที่นั่นถึงมีอิสระทางการเรียนรู้ทางด้านภาษามากกว่าคนที่นี่ และทำไมเขาถึงมีความสุขกับการได้อยู่ในพื้นที่ที่เราเรียกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งๆที่เขาก็ "คนสยาม" อันนี้น่าคิดนะครับ
ลองทบทวนมิติทางภาษาในพื้นที่แห่งนี้สักครั้งไหม๊ครับ ลองใหม่ดูเผื่อจะเข้าใจวัฒนธรรมที่นี่ คนที่นี่มากกว่านี้ เพื่อความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาอย่างจริงๆ แม้อาจมีมิติอื่นที่ลึกซึ้งกว่ารอเยียวยาแก้ไข แต่ก็ดีกว่าไม่มองมิติใดๆเลย หรือว่าเด็กตัวน้อย เสียงเล็กๆอย่างเราคิดน้อยไป อิอิ
สวัสดีครับ
ตอนนี้ยังไม่มีความคิดเห็น เพราะยังรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่คิดได้ในตอนนี้คือ อยากให้ทุกส่วนมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน มิได้เป็นอื่นหรือส่วนแยกย่อย หรือส่วนพิเศษ หมายถึงอย่างไรก็ได้ที่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขไปพร้อมๆกัน
และอยากอ่านงานวิจัยชิ้นนั้นบ้างจังเลยครับ เผื่อผมจะมีความรู้เรื่องนี้มากขึ้น
อาจารย์ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการเขียนรายงานวิจัยไปแล้วหรือนี่ น่าดีใจ (แต่งานคงหนักหน่อยนะครับ)
เห็นด้วยค่ะ
ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งอยู๋กลันตัน ไปกลับกรุงเทพ เป็นว่าเล่น สุดท้ายบอกว่าอยู๋กลันตัน สบายใจกว่ากันเยอะเลย ภาษาไม่ใช่กำแพง แต่ความยึดถือตัวตนเป็นกำแพงกั้นใจ ไม่สนุกเลยกับกำแพงตัวนี้ อยากให้มันออกไปจากใจคนไทย ความเข้าใจต่อกัน และกัน คงมีมากกว่านี้ และเป็นสุข มากกว่านี้
ขอบคุณ
กะทกรกบ้าน และยินดีที่ได้รู้จัก ผมคิดว่าหลังเสร็จสิ้นโครงการสมบูรณ์คงหาอ่านได้ครับงานวิจัยชิ้นนี้
ขอบคุณ
อาจารย์ 2. จารุวัจน์ มากครับสำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา อัลฮัมดุลิลละฮฺครับไม่ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิอะไรหรอกครับแค่เขาขอช่วยให้ตรวจทานให้ครับ ฝีมือคงห่างชั้นครับ
และขอบคุณ
ครู krutoi มากครับที่เข้ามาเติมเต็มครับ
ผมอ่านแล้วทำให้นึกถึงสมัยผมเรียนประถมครับอาจารย์ อาจจะเพราะเหตุการณ์ตอนนั้นด้วยกระมั่งครับที่ทำให้ผมจนถึงทุกวันนี้ ขาดความมั่นใจในตัวเอง กลัวผิด ไม่กล้าที่แสดงออก ไม้กล้าที่จะเสนอความคิดเห็น กลัวว่าทำอะไรไปแล้วจะผิดหมด เลยเป็นเด็กที่ไม่ค่อยจะคบค้าสมาคมกับเพื่อนๆ ไม่กล้าที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถึงกับปิดตัวเองเลยครับ ก็เพราะแค่ภาษานั้นแหละครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งเข้ามาเรียนในโรงเรียนประจำอำเภอซึ่งต้องสือสารกันด้วยภาษาไทยแม้กระทั่งเวลาพักเที่ยง สรุปแล้วตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้ายันสี่โมงเย็นต้องพูดภาษาไทยหากฝ่าฝืนต้องถูกทำโทษแม้จะการเฆียนหรือการปรับเงินคำละบาท พอดีกับเราพาเงินไปวันละ2บาทในสมัยนั้น ตกลงวันนั้นไม่ต้องกินอะไรเลยเพราะยังไงๆก็ครูจะไม่ฟังภาษามลายูเลย ทั้งที่อำเภอผมนั้น99.99 เปอร์เซ็นเป็นคนพูดมลายู ผมนึกอยากจะออกกลางคันสะด้วยซ้ำ หากเป็นตอนนี้ผมว่าผลการเรียนของผมทะลุเป้าแน่ๆเลย ฮิฮิ...(ถ้าเราให้เกียรติภาษาถิ่นซึ่งกันและกันเปิดโอกาสให้คนพื้นที่ใช้ภาษาในระบบอย่างเต็มที่และถูกวิธีในระบบการศึกษาผมเชื่อว่า อนาคตข้างหน้าเด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้น่าจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กทั่วไป) ผมเห็นด้วยครับ
ขอบคุณครับที่ได้เปิดโอกาสให้ผมได้บอกความในใจที่เก็บมานานแสนนานครับ
ขอบคุณแบบซุลกอรนัยน์ มากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และบอกเล่าประสบการณ์เชื่อว่าการเล่าขานในครั้งนี้คงจะทำให้ผู้ใหญ่บางท่านคงต้องทบทวนบ้างครับ กำแพงบางอย่างเราสร้างมันด้วยความอคติมูลฐาน มันเลยทลายกำแพงอยาก แต่หากทว่าเราสร้างมันด้วยความรักความอบอุ่น มันจะเป็นเกราะป้องกันหลายสิ่งหลายอย่างเป็นอย่างดี แต่ ณ วันนี้เราสร้างมันด้วยเหตุผลก่อนหน้ามากกว่าครับ ปัญหาเลยลามทุ่ง อิอิ (วัลลอฮฺอะลัมครับ) มีความสุขกับการทำงานนะครับแบบซุลกอรนัยน์