"เติ้ง"ไม่เห็นด้วยแจกเงิน 2 พัน

"เติ้ง"ไม่เห็นด้วยแจกเงิน 2 พัน กลัวเก็บไว้ในกระเป๋าเฉย ๆ โวย 2 กระทรวง ชท.ได้งบฯน้อย บอกเคยพูดปชป.ไปแล้วอย่าใจแคบกับพรรคร่วมรัฐบาล "อภิสิทธิ์" อ้างแบ่งให้กลัวเบิกจ่ายช้า เพราะเป็นงบฯ รักษากำลังซื้อ ขอให้มั่นใจจัดสรรไม่มีเรื่องการเมือง ระบุจะหาโอกาสเคลียร์ ปชป.ปูดกลุ่ม "เนวิน" หวงก้าง ทำเบิกจ่ายล่าช้าสนง.สถิติสำรวจครอบครัว ขรก.มีหนี้ 84% จี้รัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้อยู่ได้

นายบรรหารศิลปอาชาอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยไม่เห็นด้วยกับการนำเงินไปแจกหัวละ2พันบาทมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และยังแสดงความไม่พอใจการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2552 วงเงิน 1.167 ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รัฐมนตรีพรรคชาติไทยพัฒนากำกับดูแลได้รับการจัดสรรน้อย โดยกล่าวเรื่องนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนออกเดินทางไปพักผ่อนที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ว่า "ความจริงเรื่องงบกลางปีถ้าพูดตรงไปตรงมา ผมก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะที่บอกว่างบกลางกระจายลงไปเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น แต่ผมเห็นว่างบฯ ที่ให้ไปไม่ได้แก้ไขปัญหาเลย เพราะถ้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกลับจัดสรรงบฯ มาเพียง 500 ล้านบาท หรืออย่างโครงการถนนไร้ฝุ่นก็ควรที่จะให้กระทรวงคมนาคมไปดำเนินการ เพราะใช้เวลา 4-5 เดือน การทำโครงการก็สำเร็จแล้วเงินที่ลงไปก็ไม่หาย เพราะนำไปจ้างแรงงานและนำไปซื้อเครื่องจักรกล ทำให้รัฐบาลได้เป็นเงินภาษีกลับคืนมาด้วย หรืออย่างกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มาแค่ 2 พันล้านบาท ขณะที่บางกระทรวงไม่จำเป็นต้องได้งบประมาณมากขนาดนั้น ก็มีอยู่หลายกระทรวง แต่การเอาเงิน 2 พันบาทไปให้ข้าราชการที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ผมเห็นว่าเป็นการเอาเงินไปใส่กระเป๋าเฉย ๆ เขาอาจจะเอาไปเก็บก็ได้"

ส่วนเรื่องที่ฝ่ายค้านอาจยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะที่มีปัญหาการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ จะส่งผลต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น นายบรรหารกล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา "แต่ผมได้ให้หลักกับพรรคประชาธิปัตย์ไปเมื่อครั้งที่มาเชิญพรรคชาติไทยพัฒนาให้เข้าร่วมรัฐบาลว่า การเป็นแกนนำรัฐบาลต้องใจกว้าง อย่าใจแคบกับพรรคร่วมรัฐบาล"

นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เรื่องนี้ทางพรรคเข้าใจความรู้สึกของนายบรรหารดี เพราะที่ผ่านมารัฐบาลออกมาบอกว่ามีนโยบายจะช่วยเหลือเกษตรกรคนยากจน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ส่งออกก็พึ่งพาไม่ได้ เหลือเพียงด้านการเกษตรกับการท่องเที่ยวที่จะมาแก้วิกฤต แต่เห็นงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กระทรวงเกษตรฯแค่ 2 พันล้านบาทแล้ว แสดงว่ารัฐบาลไม่จริงใจที่จะแก้ปัญหา เงินก้อนแค่นี้จะไปช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างไร ฤดูแล้งก็กำลังจะเข้ามา อย่างน้อยถ้าเกษตรกรมีน้ำทำการเกษตรก็ยังพอผ่อนคลายภาวะวิกฤตได้ มีข้าวกินมีอาหารพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ที่เหลือก็เอาไปขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ปัญหาความเดือดร้อนของคนชนบทยังผ่อนคลายไปได้ แต่นี่รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญตรงจุดนี้ ให้ระวังด้วยว่าแล้งปีนี้ม็อบเกษตรกรจะเข้ามากดดันรัฐบาล ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันอีกด้านหนึ่ง

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่มีปัญหา เพราะก่อนเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีรับปากที่จะไกล่เกลี่ยและดูแลเรื่องนี้จึงเชื่อว่าจะสามารถพูดจาตกลงกันได้ จะไม่มีผลกระทบอะไรกับการบริหารงานของรัฐบาล

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนออกเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ว่า ยังไม่มีโอกาสได้ไปเรียนนายบรรหารเลย แต่ที่จริงได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงเกษตรฯทราบว่ามีงานที่สำคัญอย่างเรื่องแหล่งน้ำ แต่ประเด็นคือ การใช้จ่ายงบประมาณในปี 2552 หน่วยงานอย่างกระทรวงเกษตรฯ อย่างโครงการที่มีอยู่แล้ว 4 เดือนที่ผ่านมา สามารถเบิกจ่ายไปได้ร้อยละ 10 เท่านั้นเอง ถ้าจัดงบประมาณเพิ่มก็ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ว่ากว่าเงินจะได้ใช้จ่ายจริง อาจจะต้องข้ามปีงบประมาณ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นปัญหาเดียวกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงที่เป็นโครงการในลักษณะของการก่อสร้างฉะนั้นถ้าเป็นการจัดงบกลางปีในถานการณ์ปกติ คือมีรายได้เหลือและจะทำโครงการเพิ่มก็เข้าใจได้ว่าคงจะต้องไปดูแลโครงการในลักษณะนั้น แต่ขณะนี้เป็นงบฯ เพื่อรักษากำลังซื้อของคนในประเทศ และจริง ๆ แล้วเงินส่วนใหญ่ที่ไปกระทรวงต่างไม่ใช่ลักษณะของโครงการก่อสร้าง ไม่ใช่ว่าไปดึงโครงการมาอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ เงินส่วนใหญ่ที่ออกไปเป็นการจ่ายเงินตรงไปให้กับประชาชน ขณะนี้ยังไม่ได้มีโอกาสทำความเข้าใจ แต่รัฐมนตรีในคณะจะทราบเหตุผลตรงนี้แล้ว

นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบคำถาม คิดว่านายบรรหารน้อยใจเรื่องนี้หรือไม่ว่า "เท่าที่ทราบท่านก็ยังให้กำลังใจอยู่ก็ต้องขอขอบคุณ แต่มันเป็นมุมมอง ความจริงมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่อยากให้มั่นใจว่า ทั้งหมดการจัดงบฯ มันไม่มีเรื่องการเมือง เหมือนกับที่ผมชี้แจงในสภาและผลงานของรัฐบาล ไม่ว่ากระทรวงไหนจะรับผิดหรือรับชอบ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว"

นายกฯ ยังกล่าวกรณีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรครู้สึกเช่นเดียวกันกับนายบรรหาร จะส่งผลต่อการ
ทำความเข้าใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า เรื่องนี้อยู่ที่เหตุและผล จะพิสูจน์ตัวเองด้วยทำงานต่อไป เพราะไม่ได้จัดงบประมาณแค่ครั้งเดียว จะมีการจัดงบประมาณในปีงบประมาณต่อไปแนวก็จะเปลี่ยนไปเพราะแผนเดิมคืองบกลางปีจะเป็นงบฯ พิเศษเพื่อรักษากำลังซื้อ แต่งบฯ ปี 2553 จะมุ่งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อถามว่า จะหาโอกาสคุยกับนายบรรหารหรือไม่  นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะพยายามหาโอกาส แต่เห็นว่านายบรรหารไปต่างประเทศอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่าจะเข้าใจกันได้ และในการเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ไปด้วย จะได้คุยกัน เมื่อถามว่า เหมือนนายบรรหารจะติดใจมาก นายกฯกล่าวว่า ความเห็นอาจแตกต่างกัน  "ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการเมือง เป็นเรื่องที่เราพิจารณาตามหลักแนวคิดของเราในการแก้ปัญหา และไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนในรัฐบาล เป้าหมายต้องเหมือนกันอยู่แล้ว คือทำอย่างไรให้เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ แก้ไม่ได้ก็เดือดร้อนกันทุกพรรคอยู่แล้วล่ะครับ" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการนำคณะเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ ว่าการเดินทางครั้งนี้ตั้งเป้าหมายในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายสำคัญให้ได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ให้เกิดความเชื่อมั่น เข้าใจ และนำไปสู่การขยายการค้าการลงทุน โดยนายกฯญี่ปุ่นเองได้ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือภูมิภาคเอเชีย จะได้ไปสอบถามถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือได้ประโยชน์จากมาตรการตรงนี้ และจะมีโอกาสได้พบกับภาคเอกชนด้วยมีทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ยานยนต์ เหล็ก ท่องเที่ยว ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปดูลู่ทางการขยายความร่วมมือตรงนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของเงินกู้อยู่ระหว่างการปรึกษาหารืออยู่แล้วในโครงการรถไฟฟ้า โดยจะมีการพูดคุยตรงนี้ด้วย เนื่องจากมีรถไฟฟ้า 3 สาย ที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้จากญี่ปุ่นจะไปทำความชัดเจนตรงนี้ด้วย น่าจะมีข้อสรุปได้บางส่วน และมีความคืบหน้าอีกบางส่วน ที่จริงสายสีม่วงเป็นขั้นตอนการประมูล สายสีแดงที่น่าจะทำให้เกิดความขัดเจนขึ้นมาได้ ส่วนสายสีน้ำเงินปัญหาตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องเทคนิคมากกว่า ที่ไปคุยครั้งนี้จะเป็นเรื่องของเงินกู้เดิมในโครงการต่าง ๆ ที่มีการเจรจากันมานานแล้วไม่ใช้เงินกู้ใหม่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องงบประมาณจบไปแล้วไม่ใช่หรือ คงต้องทำความเข้าใจกับนายบรรหารและประชาชนว่างบฯกลางปีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน กมธ. จัดทำขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มาจากทุกพรรคการเมืองเพื่อนำมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้มุ่งเกลี่ยไปให้ครบทุกกระทรวง แม้แต่บางกระทรวงที่คนของพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับงบฯ ยืนยันว่าไม่มีความคิดเรื่องพรรคโน้นพรรคนี้ และในการประชุม ครม.ก็ไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ทักท้วงเรื่องนี้เลย สำหรับเรื่องที่นายบรรหารแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรการแจกจ่ายเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท ให้ประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท  นายสุเทพกล่าวว่า เป็นความเห็นของนายบรรหารก็ต้องรับฟัง แต่ผ่านไปแล้ว เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่ากรณีนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม. รองนายกฯ กล่าวว่า คิดว่าต้องแยกกัน อย่าไปโยงกับเรื่องอื่น ไม่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องเสียงในสภา เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คิดว่ารัฐบาลยังมีเอกภาพ รายงานข่าวจาก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณแจ้งว่า ขณะนี้ กมธ.ส่วนใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเกิดความอึดอัดใจต่อการบริหารงานของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2552 เป็นไปด้วยความล่าช้า โดยภาพรวมเพิ่งเบิกจ่ายไปเพียงร้อยละ 7.9 เท่านั้น ซึ่งมีปัจจัยมาจากการชิงความได้เปรียบทางการเมืองของกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยเฉพาะงบประมาณที่อยู่ในกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท โครงการก่อสร้างทางในชนบท ซึ่งกรมบัญชีกลางได้โอนเงินประจำงวดให้กับกรมทางหลวงชนบทตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2551 แล้ว แต่รัฐมนตรีกลุ่มเพื่อนเนวินได้ดึงเรื่องไว้ และอนุมัติเฉพาะจังหวัดที่มี ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยสังกัดอยู่เท่านั้นนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันว่า กระทรวงการคลังยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีโอกาสถึง 80% ที่จะเติบโตระหว่าง 0-2% ตามที่ สศค. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย จึงเชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ 4% จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น  "ที่เราต้องพูดวันนี้ไม่ได้ต้องการจะออกมาตอบโต้นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าหากไม่ทำอะไร เศรษฐกิจไทยปีนี้จะหดตัว 4% เพราะท่านเป็นถึงกูรูเศรษฐกิจประเทศไทย และเก่งกว่าผมเยอะ เพียงแต่มีนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศโทรศัพท์มาสอบถามผมจำนวนมากเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าจะหดตัวมากที่สุดในโลกเลยหรือ ซึ่งต้องบอกว่าถ้าแต่ละประเทศไม่มีมาตรการออกมา จะหดตัวมากกว่า 4% ด้วยซ้ำ แต่ทุกประเทศก็มีมาตรการ ดังนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นก็มีมากกว่าที่จะแย่" นายสมชัยกล่าว นายสมชัยกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2553 มองว่าจะขยายตัวได้มากกว่า 3% ทำให้จัดทำงบประมาณแบบขาดดุลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นอันตรายกับเศรษฐกิจ เนื่องจาก สศค.ประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2552 จากการเมืองที่นิ่งขึ้น ทำให้ฝ่ายบริหารมีเวลาคิดมาตรการที่ดีออกมาได้อย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีโอกาสที่กฎหมายดี ๆ หลายฉบับจะผ่านการพิจารณาออกมาบังคับใช้ดูแลเศรษฐกิจได้ดีขึ้น  "สัญญาณเศรษฐกิจในปี 2552 ยังดีอยู่ เพราะเงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยไม่สูง อัตราว่างงานแค่ 1.4% ขณะที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ที่ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรล ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากภาคส่งออกอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอาหารที่ยังขยายตัว ไม่มีการปลดคนงาน มีแต่จะเพิ่มคนงาน เพราะคนส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าราคาถูกมากขึ้น และถ้าเราเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ได้ตามแผนที่วางไว้ก็จะยิ่งพยุงเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้และจะดีขึ้นในปี 2553 แน่นอน" นายสมชัยกล่าว ส่วนฐานะเงินคงคลังที่หลายฝ่ายกังวลว่าอยู่ในระดับที่ต่ำจนเกินไปนั้น ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเงินคงคลังของประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะผิดปกติ โดยฐานะเงินคงคลังจะปรับขึ้นลงตามรายจ่ายของประเทศ ซึ่งในช่วงต้นปีจะลดลง และจะปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้ ขณะเดียวกัน ยังมีคณะกรรมการดูแลรายรับรายจ่ายภาครัฐกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับภาวะการขาดดุลเงินสดของรัฐบาล ณ สิ้นปีงบประมาณ 2552 นายสมชัยกล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในระดับ 4.4 แสนล้านบาท และดุลเงินนอกงบประมาณจะเกินดุลกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่ายังไม่เสี่ยง เพราะยังสามารถบริหารจัดการเงินคงคลังได้ โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2552 เงินคงคลังน่าจะอยู่ในระดับ 1.2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ อยู่บนสมมติฐานว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 0-2% จะมาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท รวมกับการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่า ประมาณการ 1.1 แสนล้านบาท ภายหลังการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปก่อนหน้านี้นายสมชัยกล่าวว่า จากการประเมินรายได้ของรัฐบาลในเบื้องต้นที่เดิมคาดว่าจะจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.2-1.3 แสนล้านบาท น่าจะมีสถานการณ์ดีขึ้น โดยคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเพียง 1.1 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับผลดีจากการเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,900 ล้านบาท หากสถานการณ์จัดเก็บรายได้เลวร้ายกว่าที่คิด รัฐบาลยังมีเงินคงคลังที่หยิบมาใช้ก่อนได้ เพียงแต่จะต้องยึดวินัยการคลังตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  "เราประเมินว่าถึงสิ้นปีงบประมาณนี้ รัฐจะขาดดุลงบประมาณ 5 แสนล้านบาท โดยจะมาจากการเก็บรายได้ที่คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 1.1 แสนล้านบาท จากกรณีเบิกจ่ายงบประมาณปกติได้ 94% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จากการเบิกจ่ายงบฯกลางปีเพิ่มเต็มจำนวน และเบิกจ่ายงบฯเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2551" นายสมชัยกล่าว นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 2552 ไว้ 3 กรณี คือ กรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด 60% บนสมมติฐานเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างมากในครึ่งปีแรกและฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และทั้งปีเศรษฐกิจโลกขยายตัว 0.5% และการค้าโลกติดลบ 2.8% ขณะที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเริ่มมีผลในช่วงหลังของปี จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกติดลบ 3-5% และครึ่งปีหลังขยายตัวบวก 1-3% นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 5.8% หรือมูลค่า 1.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าติดลบ 6.1% หรือมูลค่า 1.64 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ดุลการค้าเกินดุล 720 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินเฟ้อลบ 0.5% ทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจไทยติดลบ 1% ซึ่งการติดลบในรอบ 10 ปี นับจากปี 2542 และคาดว่าจะมีการว่างงานประมาณ 9 แสนคนถึง 1.2 ล้านคน หรืออัตราว่างงาน 2.3-3.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีการว่างงาน 5 แสนคนหรืออัตรา 1.5% ของประชากรรวม  "ปีนี้เป็นปีแห่งความยากลำบากของการส่งออก ซึ่งคาดว่ามูลค่าส่งออกจะหายไปถึง 3.5 แสนล้านบาท โดยทุก 1 แสนล้านบาทที่หายไปจะทำให้เศรษฐกิจติดลบ 1% เมื่อรายได้หายไป 3 แสนกว่าล้านบาท ก็จะทำให้เศรษฐกิจติดลบ 3% เมื่อรวมกับการท่องเที่ยวที่คาดว่ารายได้จะหายไปอีก 7 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท จึงต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจากเดิมคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0-2% เป็นติดลบ 1% แต่เศรษฐกิจไทยยังดีกว่าหลายประเทศ ไม่ได้ขยายตัวต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ที่ติดลบมากกว่าไทย" นายธนวรรธน์กล่าว นายธนวรรธน์กล่าวว่า โอกาสที่เงินเฟ้อของไทยจะติดลบต่อเนื่องไปถึงเดือนสิงหาคมนี้ เป็นผลจากต้นทุนสินค้าลดลง ราคาสินค้าและสินค้าเกษตรลดลง และกำลังซื้อลดลงบ้าง ซึ่งยังไม่รุนแรงจนถึงเงินฝืดแต่ก็เป็นการตกต่ำในรอบ 7 ปีนับจากปี 2545 นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางเศรษฐกิจไทย" ในงานสัมมนาเชิงวิชาการ สมาคมปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2552 อาจเติบโตได้ 1% ซึ่งต้องรอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะปฏิบัติได้เร็วเพียงใด และจะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรบ้างโดยปีนี้รัฐบาลต้องดูแลการส่งออกให้ติดลบเพียง 2.7% ไม่เช่นนั้นจะทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยติดลบ นายณรงค์ชัยกล่าวว่า มาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นการบริโภค และเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งจะส่งผลให้มีภาระต้องหาเงินมาทดแทน แต่คาดว่ารัฐบาลจะหามาตรการกระตุ้นภาคการลงทุนมาเสริมในระยะต่อไป เพราะการกระตุ้นการลงทุนจะช่วยสร้างรายได้ในอนาคตกลับคืนมา  "หากมาตรการต่าง ๆ มีการปฏิบัติอย่างล่าช้า ก็จะมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบ แต่คงจะไม่ติดลบมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 เพราะที่ผ่านมามีความล่าช้า โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่วนมาตรการที่ออกมาช่วงนี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว แต่อยากให้รัฐบาลพยายามเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้บนเวทีการประชุมเวิลด์อีโคโนมิค ฟอรัม ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเร็ว ๆ นี้" นายณรงค์ชัยกล่าวนายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนาเชิงวิชาการ เรื่อง "จะอยู่หรือไม่ เศรษฐกิจไทย ปี 2552" ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบประมาณ 2-3% หากการส่งออกขยายตัวติดลบมากกว่า 10% ซึ่งจากการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ถึงมกราคม 2552 ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยคงไม่ติดลบมากที่สุดในโลก  "ถ้าการส่งออกไม่ขยายตัว จะทำให้การกระตุ้นบริโภคภายในประเทศไม่ประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนจะจับจ่ายใช้สอยก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกขยายตัวได้ดี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรักษาอัตราการขยายตัวของการส่งออกไว้ และเร่งการลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็คต์ เพื่อส่งสัญญาณให้เอกชนเห็นถึงความพร้อมของภาครัฐ" นายสมภพกล่าวนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แนวทางที่จะใช้วิธีลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่มีคนกู้ ทำให้เกือบทุกประเทศต้องใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ทุกประเทศจึงต้องยอมสร้างหนี้ แต่ถ้าเต็มเพดานการกู้ของภาครัฐแล้ว ในยามวิกฤต ถ้าต้องแก้กฎหมายเพื่อขยายเพดานก็ต้องทำ "ทุกประเทศควรแก้วิกฤตไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่เป็นอยู่ แต่เศรษฐกิจไทยคงไม่เจ๊ง ยังอยู่ได้ แต่อยู่ไม่สบาย และคงไม่ฟื้นตัวเร็ว ซึ่งกลางปีนี้ยังมีปัญหาจากการส่งออกใน 3 ประเทศใหญ่คือสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้น การพึ่งพาการค้าในเอเชียเพื่อทดแทน 3 ประเทศใหญ่ที่ชะลอตัวคงไม่เพียงพอ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องประคับประคองไม่ให้เลวร้ายกว่านี้" นายธวัชชัยกล่าวทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษŒชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันเดียวกัน โดยกล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันล่าสุดโดยมีการบอกล่วงหน้า ทำให้คนเติมน้ำมันต่อคิวยาว ทั้งนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน 1.50 บาท และเตรียมจะขยับขึ้นอีก 4 ครั้ง ไปจนถึง 5 บาท ขณะที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ปรับลดลง ไม่ได้ขึ้นจริง เพราะใช้กองทุนน้ำมันไปพยุงไว้ ตอนนี้รัฐบาลกำลังหาเงินกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา คนรวยไม่เดือดร้อน แต่คนหาเช้ากินค่ำเดือดร้อนซึ่ง และยังมีขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนเข้ามาในภาคใต้กำลังฟื้นกลับมา โดยลักลอบเอาน้ำมันเถื่อน
มาจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูก ไม่รู้ว่าใครจะได้ประโยชน์ รัฐบาลชุดนี้ชอบให้เกิดของเถื่อน แทนที่จะให้มีหวยบนดินก็พยายามให้มีหวยใต้ดิน จึงอยากถามว่าการขึ้นราคาน้ำมันรัฐบาลได้คำนึงผลกระทบกับคนไทย ผู้มีรายได้น้อยคนจน ชาวประมง ผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศอย่างไร
นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้แจงว่า การที่รัฐบาลปรับสูตรจัดเก็บภาษีน้ำมันเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งเป้าหมายการปรับภาษีน้ำมันก็ยึดความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการในการผลิตพลังงานทดแทน ส่วนภาษีน้ำมันดีเซลคิดว่าราคาต่อผู้บริโภคจะอยู่ได้ ราคาน้ำมันตอนนี้อยู่ที่ 40 เหรียญต่อบาร์เรล แนวโน้มการฟื้นตัว ยังไม่เกิดขึ้นในเร็วนี้ รัฐบาลจะต้องทบทวนคงไว้การเก็บภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องมากขึ้น ในส่วนของเรื่องการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ปัจจุบันหลังจากการปรับราคาขึ้นทำให้ส่วนต่างระหว่างน้ำมันในไทยและมาเลเซีย 6 ถึง 7 บาทต่อลิตรซึ่งยังน้อยกว่าช่วงปีที่แล้ว ก่อนรัฐบาลประกาศมาตรการ 6 เดือน ซึ่งส่วนต่างของราคาน้ำมันไทยกับมาเลเซียสูง 15 บาทต่อลิตร ดังนั้น แรงจูงใจในขณะนี้เกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน จึงมีไม่มากเหมือนที่ผ่านมา  "เรื่องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รัฐบาลได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบดีแล้ว เพราะน้ำมันเป็นสินค้านำเข้าถึงร้อยเปอร์เซ็นต์วันนี้ ราคาอาจถูกก็จริง แต่ในอนาคต เชื่อว่าราคาจะต้องแพงขึ้นอย่างแน่นอน" นายกรณ์กล่าว

มติชน 6 กุมภาพันธ์ 2552