ถ้าเป็นเราคงจะตัดสินใจไม่ถูกเช่นกัน

สวัสดีครับทุกคน

ผมมีตัวอย่างหนึ่งของการดีเลย์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 มาให้ดูเป็นตัวอย่างครับ

ไฟลท์เช้าวันนั้นของนกแอร์ เที่ยวบินอุดรฯ-กรุงเทพฯ พอเครื่องลงตอน 7 โมงตรงแล้วนักบิน(ตอนนั้นเป็นนักบินต่างชาติพร้อมเครื่องของสายการบิน XL Airways จากอังกฤษ)เดินลงมาสำรวจความเรียบร้อยตามปกติ ปรากฏว่าเดินไปเจอวัตถุต้องสงสัย ฝังติดอยู่กับล้อเครื่องด้านปีกขวาดังรูปข้างล่างนี้เข้า

แกตกใจใหญ่เลยนะครับ แล้วก็ประกาศภาวะฉุกเฉินกับพนักงานที่อยู่บริเวณนั้นให้ระวังว่าอย่าเข้าใกล้ เพราะยังไม่ทราบว่าเป็นอะไร ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นตะปู นักบินกลัวว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง เกิดลมยางมันดันตะปูออกมา แล้วแรงมันจะเท่าๆกับกระสุนที่ยิงออกมาจากปืน

หลังจากนั้นแกก็ถ่ายรูปใส่โทรศํพท์มือถือ แล้วส่งไปให้ช่างที่กรุงเทพฯดู คุยกันสักพักแกก็ให้พนักงานภาคพื้นประกาศดีเลย์ทันทีเพราะไม่ปลอดภัยที่จะบินหรือแก้ไขเองได้

สรุปว่าการตัดสินใจในวันนั้นของนักบินคือ

- ร้องขอช่างเครื่องบินจากกรุงเทพฯให้บินมาดู พร้อมกับนำล้อเครื่องบินมาเปลี่ยนที่อุดรฯ โดยเดินทางมากับการบินไทยซึ่งมาลงที่อุดรฯเป็นปกติตอน 10.30 น.

- พนักงานประกาศว่าเที่ยวบินจะล่าช้า ปรับเวลาออกเป็น 11.30 น. พร้อมคำชี้แจงถึงสาเหตุดังกล่าว

ช่วงที่รอช่างน่ะนะครับ พนักงานขนกระเป๋าหลายคนบอกว่ามันเป็นหมุดกระเป๋าเล็กๆ ไม่ใช่ตะปู น่าจะลองไปแงะๆดู แต่นักบิน SAY NO ครับประมาณว่า สงสัยได้แต่อย่าไปรบกวนมันเลยเพราะเค้าก็ไม่แน่ใจ ขอสบายใจโดยรอช่างดีกว่า

จากนั้นพอช่างเครื่อง 2 คนมาถึง แกก็เดินมาทักทายแล้วก็มาดูที่ล้อด้านที่เกิดเหตุ ปรึกษากันสักพักก็ตัดสินใจใช้ไขควงแงะตรงวัตถุต้องสงสัยนั้น พอมั่นใจว่ามันฝังไม่ลึกก็เลยแงะให้หลุดทันที พอล่นป๊อกที่พื้นแกก็ยิ้มแล้วหยิบมาให้ดูว่ามันเป็นแค่ หมุดตอกกระเป๋าเดินทางแบบล้อลาก ซึ่งยาวแค่ 5 มิลลิเมตร

สรุปคือวันนั้นไม่ต้องเปลี่ยนล้อ และล้อข้างที่ต้องสงสัยนั้นก็ไม่เสียหายอะไร บินต่อได้ตอน 11.30 น.

แต่ที่ผมและพนักงานทุกคนก็ได้เรียนรู้ว่า ความปลอดภัยยังคงมาเป็นอันดับ 1 เสมอ ถ้าไม่มั่นใจนิดหน่อยก็ไม่ควรเสี่ยง เพราะมันมีผลต่อชีวิตผู้โดยสารทั้งลำ

ขอบคุณมากๆครับที่ติดตามอ่านกัน :)

เดี๋ยวนึกอะไรออกจะเอามาให้อ่านเรื่อยๆนะครับ