เมื่อเราต้องอยู่ในยุคสมัยแห่งการเรียกร้อง “สิทธิ” การโกรธนั้นจึงถูกจัดเป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน...
คนทั้งหลายมักร้องเรียกสิทธินี้เมื่อมีใครมาทำสิ่งใดไม่ถูกหู ไม่ถูกตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไม่ถูกใจ”
เมื่อนั้นเราจะเรียกร้องสิทธินี้จากดวงจิตซึ่งเป็นศาลสถิตยุติธรรมว่า เราสมควรที่จะโกรธเขา เรามีสิทธินะที่จะโกรธเขา
เมื่อศาลแห่งดวงจิตต้องจำนนด้วยเหตุผลและหลักฐานนานาประการที่เจ้าของชักแม่น้ำทั้งห้าคิดและหยิบยื่นเข้ามาให้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน รวมทั้งเหตุการณ์ในอดีตที่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมา หรือแม้กระทั่งเพียงหางตาที่เคยชายตามอง ทุกอย่างจะถูกรวบรวมเป็นสำนวนเพื่อเรียกร้อง “สิทธิในการโกรธ” นี้
อันที่จริงแล้วสิทธิในการโกรธนี้ ไม่สมควรจัดอยู่ในสิทธิของคนหรือมนุษยชนเลย
คนเราที่เกิดมาทุกวันนี้ไม่สมควรหรือไม่มีหน้าที่ที่จะไปโกรธหรือไปเกลียดใคร
สิทธิหน้าที่สำคัญพื้นฐานของมนุษยชนควรจะเป็น “สิทธิแห่งการให้อภัย” ซึ่งกันและกัน
คนเราที่เกิดมานั้นมีหน้าที่หลักอันเป็นพื้นฐานของชีวิตคือ จะต้อง “คิดดี พูดดี และทำดี”
ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็ต้องตั้งใจในสิทธิพื้นฐานที่สำคัญว่า วันนี้ เวลานี้เราจะต้องคิด พูด และทำในสิ่งที่ดี
เราไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธและไปเกลียดใคร สิทธิที่เรามีอยู่อย่างเดียวคือ “สิทธิที่จะให้อภัย” ทั้งทางกาย วาจา และใจ
ครั้นเมื่อเราตัดสิทธิแห่งการโกรธออกจากสิทธิพื้นฐานของเราแล้ว “ศาลแห่งดวงจิต” ที่ต้องคอยรับเรื่องราว เหตุผลสัพเพเหระที่เรายื่นฟ้อง เขียนสำนวน และเป็นทนายแก้ต่างนั้นก็จะถูกยุบ ถูกปิด ถูกยุติบทบาทลง ดังนั้นชีวิตเราจะมีความสุขขึ้นอีกมาก
ชีวิตของเราจะ “สงบ” เพราะไม่ต้องมาคอยดำเนินการเรื่องราวต่อศาล ไม่มีโจทก์ ไม่มีจำเลย ชีวิตนี้จักสบายขึ้นอีกมาก
ด้วยเหตุและปัจจัยเหล่านี้เอง...
ถ้าหากชีวิตเรานี้สามารถตัดสิทธิแห่งการโกรธได้ เหลือเพียงสิทธิแห่งการให้อภัย สิทธิแห่งความเป็นไปอย่างถูกต้องนี้ไซร้คือสิทธิและหน้าที่ของการ “ปฏิบัติธรรม...”

นมัสการค่ะ
น้อนรับธรรมะอันมีคุณค่าค่ะ
กราบขอบพระคุณที่กรุณาช่วยเป็นครูบาอาจารย์ให้ความรู้ทางธรรมะกับคนไม่มีรากค่ะ
สาธุ
นมัสการค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกใจสงบขึ้นเยอะค่ะ
ขอภาวนาให้ทุกสรรพสัตว์ที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดมีจิตใจสงบ ละโทษ กิเลส เพื่อความสุขแห่งนเอง และสังคมด้วยเทอญ
กราบขอบพระคุณค่ะ
สาธุ
นมัสการเจ้าค่ะ ท่านสุญฺญตา
ด้วยเหตุและปัจจัยเหล่านี้เอง...
ถ้าหากชีวิตเรานี้สามารถตัดสิทธิแห่งการโกรธได้ เหลือเพียงสิทธิแห่งการให้อภัย สิทธิแห่งความเป็นไปอย่างถูกต้องนี้ไซร้คือสิทธิและหน้าที่ของการ “ปฏิบัติธรรม...”
ขอบพระคุณธรรมะที่โดนใจค่ะ
ชอบภาพนี้มากค่ะ..ชีวิตที่ลางเลือน
สาธุ
แต่ดูเหมือนง่าย แต่บางทีก็ยาก
บางที(ไม่ต้องเจอคนหรอก) แค่ลมบัดก็ ก็โกรธ โดยไม่ได้ตั้งใจ จิตมันโกรธเอง
ทีนี้แง่ปฎิบัติยากมากๆ
เคยกดทับไว้ ก็หนักๆ วันหนึ่งนานๆก็ระเบิดตูม
เคยหลุดพฤติกรรมออกไป โกรธ ฟาดหัวฟาดหางไปเลยก็มี
ทีนี้ไม่รู้จะทำไง
เลย เลิกทำ ตั้งแต่ รุ้จักวิปัสสนา ภาวนา
ง่ายกว่าเยอะ ไม่ต้องบังคับตนเองด้วย ไม่ต้องมานั่งเสียใจเมื่อหลุดด้วย
แค่รู้
ตามดูรู้ไป เอง ก็สงบไปเอง
แม้แค่แวบเดียวก็สงบดี
ขอคำแนะนำ ???
เมื่อเราปฏิบัติธรรมไม่ว่าอารมณ์ใดจะเกิดขึ้นก็ให้ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยใจไปเรื่อย ๆ เราก็ไม่มีวันรู้จักตัวเอง ไม่มีวันรู้จักใจของตัวเอง
จุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติคือการปล่อยวาง
คำทิ้งหรือการปล่อยวางไม่ใช่ไม่ต้องปฏิบัติ แต่ให้ปฏิบัติการละการปล่อยวางนั่นแหละ...
(โอวาทธรรมของพระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
สาธุ !
มีปัญหา จะรบกวนขอคำแนะนำท่านอีกนิด จากการปฎิบัติในชีวิตประจำวันจริงๆ ??
ว่า
สรุปการตามรู้กายตามรู้ใจเนืองๆ การเจริญสติปัฎฐานที่มีรูปนามเป็นอารมณ์จนจิตจดจำสภาวะ แล้วสติเกิดเอง นี่ยากเหมือนกัน! เฮ้อ
บางที เมื่อกิเลสแรง มีกำลังมากๆ และเราก็ ณ เวลานั้นๆ ไม่มีกำลังพอที่จะเจริญสติเจริญปัญญา (วิปัสนา) ให้เห็นตนเองได้ ตามจริง เพราะการสำรวมอินทรีย์ในการอยู่สังคมที่กิเลสพาเราหมุนเร็วจี๊ๆๆๆ นี่ยากเหมือนกัน
จะให้ทำไงดี เพราะว่าอยู่เมือง มัวแต่วิปัสนา ไม่ทันพฤติกรรมลบทางกาย วาจา
เมื่อก่อนมีสองสุดโต่ง คือหลงตามกิเลสบังคับตนเองกดข่ม
ดิ้นรนเพื่อจะหนี ทำลายกิเลสนั้นๆ ด้วยตัณหาและทิฎฐิ ทีนี้สิ่งที่เกิดจากการดิ้นรนคือ ความทุกข์ทางใจ ความอยากจะดีตามมาติดๆ
เช่น
- การพยายามหนีการกระทบอารมณ์ทางทวารหก ขอหนีหลบซ่อนในบังเก้อ หมกตัว ไม่สุงสิง พบปะผู้คนมาก แต่มันไม่ธรรมชาติ ทำให้อยากอยู่แบบที่วัดมั่ง
- ต้องรีบหนีจากที่นั้นๆไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด เพราะยังสู้ไม่ไหว
-บางทีก็พยายามkeepภาวะกุศลให้อยู่นานๆ ซึ่งก็เป็นการข่มอีกแบบในทางกุศลแต่ก็ไม่ธรรมชาติ
-หรือบางทีก็ ต้องใช้สมถกรรมฐานเข้าช่วยไปก่อน เช่นนึกถึงความตาย พิจารณาอสุภ สวดมนต์ระลึกคุณพระพุทธองค์
สรุปการตามรู้กายตามรู้ใจเนืองๆ นี่ยากเหมือนกัน! เฮ้อ
เอ่... อันนี้ต้องขอสารภาพว่าตอบไม่ถูกจริง ๆ
เพราะเราเองก็ไม่ได้เรียนธรรมะมากขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะยุ่งและมีกระบวนการเยอะขนาดนี้
ตอนนี้เรามีหน้าที่เพียงแค่ตื่นเช้ามาให้ตนเองนั้น "คิดดี พูดดี และทำดี"
เราตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะไม่คิดที่จะโกรธใคร ไม่ด่าใคร ไม่ทำร้ายเบียดเบียนใคร
แล้วในวันนี้เราก็จะอยู่เพื่อทำความดี เพื่อเสียสละ
ที่สำคัญที่หมายมั่นก็ขอให้เราแค่มี "ใจดี ใจสบาย..."
เรารู้อยู่แค่นี้ คิดแค่นี้ พูดแค่นี้ และทำแค่นี้...