หลังจากที่หมอยินยอมถอดเฝือกออกให้ (ขอให้หมอถอดให้) ผมก็เหมือนกับปลากระดี่ได้น้ำ ด้วยความที่เป็นคนชอบเดิน ฉันก็เลยเดินซะให้หายอยากทั้งที่ยัง "แปล๊บๆ" สองวันก่อนไปที่ห้างฟิวเจอร์รังสิต ระหว่างที่นั่งคุยกับเพื่อนท่านหนึ่ง เพื่อรอเพื่อนอีก ๒ ท่านที่กำลังตามหากันอยู่นั้น สายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวกำลังนั่งขีดเขียนอะไรบางอย่าง เมื่อผมใครขีดเขียนเป็นไม่ได้ โดยมักนึกว่า นักศึกษาที่ขยันเรียนหนังสือ จึงชายตาเหลือบไปดู ปรากฎว่าเป็นแบบสอบถามปึกใหญ่ "เอ๊ะ นี่น่าจะไม่ใช่คนขยันเรียนแล้วละมั้ง เพราะดูลักษณะแล้วตั้งหน้าตั้งตาขีดเครื่องหมายลงในกระดาษเหลือเกิน" ทำให้นึกถึงวันก่อนที่เพื่อนร่วมงานอีกท่านหนึ่งมาเปรยให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่บางคนรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ใจหนึ่งก็ตอบรับว่า ก็ดีแล้ว ในเมื่อเงินแต่ละเดือนไม่เพียงพอก็ต้องหารายได้เสริม แต่มันจะดีหรือกับการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ตกลงคนที่จบการศึกษาใช่นักศึกษาหรือไม่ น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ละมั้ง อีกอย่างหนึ่ง เอาเวลาในการปฏิบัติงานไปหารายได้พิเศษ มันดูกระไรอยู่.....นอกจากเรื่องนี้ก็ผนวกเข้ากับ เรื่องที่เพื่อนในต่างจังหวัดท่านหนึ่ง ได้ทุนการศึกษาจากเทศบาล เพื่อเรียนบริหารการศึกษาในระดับปริญญาโท ขณะเดียวกันก็บอกว่าเงินไม่พอ จึงรับจ้างทำวิทยานิพนธ์จากเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกันนั้นเอง ... อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่แม่บ้านซึ่งอยู่ในวัยกลางคน บอกให้ทราบว่า เคยรับจ้างไปเก็บข้อมูล แต่ไม่ได้ไปเก็บเอง ไปนั่งขีดเองในหมู่บ้านนั่นแหละ
จากเรื่องเล่าและสิ่งที่พบดังกล่าวนั้น ทำให้เห็นว่า มันก็น่าคิดนะ สำหรับการศึกษาแบบนี้ เพื่อนท่านหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า การได้เป็นผู้บริหารนั้น เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนที่รักความก้าวหน้าในการบริหาร แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "คนผู้นั้น ได้ตำแหน่งการบริหารมาอย่างไร" ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน การได้วุฒิการศึกษาเป็นเรื่องทีดี แต่วิธีการที่ให้ได้มาซึ่งวุฒิการศึกษานี่สิสำคัญ การได้เงินมาเลี่ยงชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แต่วิธีการที่ให้ได้มาซึ่งเงินนี่สิน่าสนใจ งานวิจัยจำนวนไม่น้อย ที่ผู้ให้ทุนหวังเป็น ผลของการวิจัย ส่วนวิธีการนั้น ผู้วิจัยจะทำอย่างไรก็เรื่องของผู้วิจัย อันนี้น่าทบทวนทีเดียว
ผมเห็นมหาวิทยาลัยบางแห่งรับคนเข้าทำงาน มีหมายเหตุเรื่อง ต้องเรียนภาคปกติเท่านั้น ต้องมีประสบการณ์การทำวิจัย นั่นก็แสดงว่า หมายเหตุดังกล่าว มีนัยสำคัญที่พึงศึกษาเบื้องหลัง จรรยาบรรณนักวิจัย ดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งจากผุ้ที่ไม่สนใจ ส่วนผุ้ที่สนใจก็กลัวจรรยาบรรณนี้นัก แต่ผู้ที่เหนือจรรยาบรรณโดยชอบแล้ว แม้มีจรรยาบรรณก็เปล่าประโยชน์ เพราะเขามีมโนธรรมแห่งการวิจัยสมบูรณ์
จากเรื่องนี้ น่าจะเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังเป็น กำลังก้าวไปเป็นผู้ดูแลงานวิจัย ควบคุมวิทยาพนธ์ ที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อช่วยกันเสริมสร้างงานวิจัยเพื่อการฝึกคนให้ซื่อสัตย์
ขอบคุณครับ
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ การสร้างจรรยาบรรณนักวิจัยให้เป็นนักวิจัยที่ดีหรือแค่เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองยังยากยิ่งกว่าการสร้างนักวิจัยดี ๆ ซะอีกค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเทศไทยยังมองแค่ที่วุฒิการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าอย่างอื่น ยังต้องปรับมุมมองอีกเยอะค่ะ
สวัสดีครับ จารุพรรณ วงษ์อนุชิตเมธา