สมศ. กรุณาส่งรายงานการวิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสองของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาให้แก่ กกอ. เพื่อใช้ในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๒ ในวันที่ ๔ ก.พ. ๕๒ การประเมินรอบสองดำเนินการระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๓ จำนวนสถาบันทั้งสิ้น ๒๕๘ แห่ง รายงานนี้เป็นของ ๑๙๙ แห่ง (ณ ๔ ก.พ. ๕๒)
ผมตีความโดยตั้งคำถามเชิงระบบ เพื่อทำความเข้าใจระบบอุดมศึกษา จากผลการประเมินโดย สมศ. คือประเมินตามมาตรฐานที่กำหนด
• น่าชื่นชมที่ สมศ. ได้ริเริ่มเป็นผู้นำในการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเป็น ๔ กลุ่มตามจุดเน้น (๑) ผลิตบัณฑิตและวิจัย (๒) ผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม (๓) ผลิตบัณฑิตและพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม (๔) ผลิตบัณฑิต น่าจะมีการขับเคลื่อนการแบ่งกลุ่มสถาบันต่อไป เพื่อช่วยให้แต่ละสถาบันมุ่งเป้าหมายของภารกิจง่ายขึ้น สร้างความเป็นเลิศของสถาบันง่ายขึ้น ใช้ในการสื่อสารกับสาธารณชนได้ง่ายขึ้น
• ดูจากผลระดับสถาบัน ๑๐/๑๙๙ อยู่ระหว่างรอพินิจ ๔/๑๙๙ ไม่ผ่านการรับรอง ๔๐ สถาบันผ่านระดับดีมาก ๑๕๒ สถาบันผ่านระดับดี ตามตัวเลขนี้ สถาบันอุดมศึกษาไทยร้อยละ ๙๓ ได้มาตรฐาน
• แต่เมื่อแจงย่อยลงไปที่ผลการประเมินระดับกลุ่มสาขา มีถึง ๕๖ สถาบัน (ร้อยละ ๒๘) ที่มีผลรอพินิจหรือไม่ผ่านใน ๑ กลุ่มสาขาหรือมากกว่า ในกลุ่มนี้บางสถาบันได้รับผลการประเมินในภาพรวมระดับดีมาก และถือว่าเป็นมหาวิทยาลัย ”ผลิตบัณฑิตและวิจัย”
• กลุ่มสาขาที่มีผลไม่ผ่านการประเมินมากเป็นพิเศษ คือกลุ่มสาขาบริหาร พาณิชยศาสตร์ กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ
• ผลการประเมินไม่มีอะไรน่าแปลกใจ คือสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพก็มีผลการประเมินผ่านระดับดีหรือดีมาก
• สถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางมีสัดส่วนได้รับผลประเมินระดับดีมากสูง น่าจะเป็นข้อเตือนใจว่าการจัดการศึกษาที่ไม่ต้องจัดหลายด้าน หลายสาชา ทำให้มีคุณภาพได้ง่ายกว่า
• ผลการประเมินนี้ให้ข้อเตือนใจว่า สาขาที่มีการเปิดแบบน่าสงสัยว่าแรงจูงใจหลักเป็นการหาเงิน ก็เสี่ยงต่อคุณภาพต่ำ เป็นข้อเตือนใจ สำหรับผู้บริโภค
• มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ที่เปิดสาขาที่ตนไม่มีพื้นฐาน ก็เสี่ยงต่อคุณภาพต่ำ
• สมศ. เน้นประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน ใช้มาตรฐานเป็นตัวตั้ง เป็นการหาคำตอบให้แก่ฝ่ายกำกับดูแลระบบ/สถาบัน ใช่หรือไม่ เราควรมีการประเมินแบบเน้นเพื่อบอกผู้บริโภคหรือไม่ เราควรเน้นเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชนเพียงใด หากจุดเน้นคือการให้ประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่แก่คนในวงการอุดมศึกษา
• การประเมินตามมาตรฐานที่กำหนดเป็นกลไกสู่ศูนย์กลาง คือยึดมาตรฐานที่กำหนดเป็นหลัก จุดอ่อนคือยึดมาตรฐานเดียว ไม่ได้คำนึงถึงสภาพแวดล้อมหรือบริบทที่แตกต่างกัน มองมุมหนึ่ง มาตรฐานอาจเป็นตัวปิดกั้นความริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นไปได้ไหมที่จะเปิดช่องให้มีการท้าทายมาตรฐาน โดยยึดถือเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่ตัวผู้เรียน เช่นมาตรฐานสัดส่วนจำนวนอาจารย์กับนักศึกษา หากผลสัมฤทธิ์ที่ตัวนักศึกษาดีมาก ดูจากหลายตัวชี้วัด ก็ไม่เอาตัวชี้วัดด้านสัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่อจำนวนนักศึกษามานับ หรือนับให้คะแนนเต็ม ๕ ไปเลย
• สมศ. กำลังจะนำชื่อสถาบันที่ผ่านการประเมินออกประกาศเร็วๆ นี้ โดยคณะกรรมการบริหารของ สมศ. มีมติให้ประกาศเฉพาะสถาบันที่ผลประเมินผ่าน
• ผมมีความเห็นส่วนตัวในเชิงตั้งคำถามว่า ทำไม สมศ. ไม่บอกความจริงทั้งหมดแก่สังคม ทำไมจึงบอกความจริงเพียงบางส่วน
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.พ. ๕๒