character ของเรื่องเล่ามีบริบทเฉพาะ เป็นทริค เป็นเทคนิค กุศโลบายอะไรสักอย่างที่คนหน้างานคิดขึ้นมา

ตอนที่

คุณธวัชชวนฟังตัวอย่างเรื่องเล่า ขออาสาสมัครมาเล่าเรื่องในกลุ่ม เราได้ฟังความภาคภูมิใจของทีมด่านซ้ายในเรื่อง “การทำปฏิทินชุมชน” ได้ความว่าทีมคุยกันเรื่องคนไข้น้ำตาลขึ้น คนขับรถได้ยินจึงถามว่าทำไมไม่คิดทำปฏิทินเบิ่ง คน OPD จึงไปคุยกับคนหน่วยเวชฯ (เวชกรรมสังคม) ว่าชุมชนมีงานอะไรบ้างที่มีผลให้น้ำตาลขึ้น เอาไปใส่ในปฏิทิน ๑๒ เดือน แล้วเอาปฏิทินนี้ไปคุยกับผู้ป่วยล่วงหน้า ๓ เดือน (ก่อนกิจกรรมจะเกิด) ให้รู้ แล้วให้เขาคุยกันเองว่าจะป้องกันอย่างไร ทำแล้วพบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลดีขึ้น

อีกเรื่องเป็นการนับคาร์โบฮัยเดรต ได้ความรู้ไปจากสมาคมฯ กลับไปคุยกันในทีมว่าองค์ความรู้เป็นอย่างไร แล้วไปดูว่าคนด่านซ้ายเป็นอย่างไร ปรับสัดส่วนปริมาณคาร์โบฮัยเดรตที่ควรได้ให้เหมาะกับการใช้แรงกาย แทนที่จะบอก “ส่วน” เป็น “ทัพพี” ใช้บอกเป็น “ปั้น” แทน ปั้นเทียบกับไข่ไก่ วัดผลพบว่า
ผู้ป่วยบางส่วนมีน้ำตาลดีขึ้น

คุณธวัชตั้งประเด็นว่าเอาปัญหามาเล่าไม่ได้หรือ ปัญหาบางอย่างหาทางออกยังไม่ได้ พอเอามาเล่าในวง คนฟังจะเห็นแต่ปัญหา ไม่เห็นทางออก แรกๆ ที่เราทำถ้าหยิบเอาเรื่องความสำเร็จก่อนจะง่าย "คุณอำนวย" จะออกแรงน้อย เอาไว้เชี่ยวก่อนค่อยเอาปัญหามาเล่น

มองเป็น ๒ approach คือ Traditional approach วิธีคิดที่ลงไปที่ปัญหา ทำให้คนรู้สึกเหนื่อย รู้สึกไม่ดี ยิ่งเรามองหาปัญหา ก็จะพบปัญหามากขึ้นหรือ create ปัญหามากขึ้น และ Appreciative approach ถ้ายิ่งมองดี แต่ไม่ได้ข้ามปัญหา มองหาว่าที่ไหนเขาทำอะไรได้บ้าง จะทำให้ความรู้สึกของคนดีขึ้น

คุณธวัชถามคน (ที่คิดว่า) อายุน้อยที่สุดบ้าง ได้ความว่าในกลุ่มเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ปิ๊งเทคนิคการจัดค่ายอีกคนบอกว่าพอเริ่มเล่าแรกๆ รู้สึกติดๆ ขัดๆ ผ่านไปไม่กี่คน พอมีคนพูดเก่งก็รู้สึกลื่นไหล สนุก ปิ๊ง มีคนบอกว่าคุณหมอนกยักษ์ (ศรัณยา) เล่าเรื่องได้ตลกมาก

คุณธวัชเฉลยอีกว่าการที่ถามคนอายุน้อย เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ สคส.ใช้เวลาประชุมกัน ให้คนอายุน้อยพูดก่อน ถ้าให้คนอาวุโสพูดก่อนอาจจะไปบล็อก เราจะได้รู้ว่าคนใหม่ๆ เขามักจะมองอะไรไม่เหมือนเรา บางทีคนเก่าก็เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง พร้อมยกตัวอย่างเรื่องเล่าจากบล็อกที่อ่านแล้วประทับใจ เช่น เยี่ยมบ้าน ๓ ประสาน ของอ้อ รัชดา ทีมพุทธชินราช เวลาเขียนเรื่องเล่าหลักๆ มีชื่อเรื่อง เล่าให้เห็นว่าความสำเร็จคืออะไร วิธีการ ชื่อเจ้าของเรื่อง เบอร์โทรหรือที่อยู่ที่ติดต่อได้

อีกกลุ่มหนึ่งมาเกริ่นเรื่อง “หนึ่งนัดหนึ่งตำบล” และ “นับหินกินยา” โดยเฉพาะเรื่องหลังอยากเล่ามาก สะเทือนใจ เจ้าของเรื่องบอกว่าตอนตนทำงานอยู่ ER ไม่ได้เห็นความสำคัญของคลินิกเบาหวาน พอมาอยู่ OPD ก็พบว่าจริงๆ มีเรื่องมากมาย เดิมตน ego สูงเอาแต่สอนๆๆ..... มีป้าคนหนึ่ง (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) มาคลินิกเมื่อไหร่ก็คุมเบาหวานไม่ได้ คุยก็ร้องไห้ ตามไปดูที่บ้านพบว่าลูกชายเป็น Schizo. บางทีก็ทำร้ายป้า วันหลังให้ป้าเอายามาให้ดูว่ากินอย่างไร พอควักถุง (ยา) ออกมาดูพบว่าในถุงมีก้อนหิน ทำไมเอาหินมาใส่ในซองยา เดิมตนไม่รู้เรื่อง complication ไม่รู้ว่าตาป้ามองไม่เห็น ไม่รู้ยาอันไหนจะกินยังไง ไปถามคนเขาแล้วเอาก้อนหินใส่ไว้ คลำดูจะได้รู้ว่ากินเท่าไหร่ เรื่องนี้ได้สอนตนเอง

คุณธวัชสรุปว่าพอได้ feeling ว่าเรื่องเล่าเป็นประมาณนี้ ตอนแรกไม่เข้าใจคิดว่าง่ายๆ ขอเรื่องเล่าล่วงหน้า พอเขาส่งมาก็ไม่ใช่ เขียนเป็น bullets บ้าง บางคนเขียนเป็นทฤษฎี character ของเรื่องเล่ามีบริบทเฉพาะ เป็นทริค เป็นเทคนิค กุศโลบายอะไรสักอย่างที่คนหน้างานคิดขึ้นมา เอาไปทำ work บ้าง ไม่ work บ้าง ปรับไปจนได้ผล พอคนรู้ก็ว่าอ๋อแค่นี้เองหรือ อย่างนี้ก็มี ถ้าเครือข่ายเช่นเบาหวานรวบรวมเรื่องเล่าไปสักระยะหนึ่งไม่รู้ว่าจะเยอะขนาดไหน อนาคตอาจจะเป็นโจทย์วิจัย เพราะบางเรื่องยังไม่แน่เชิงวิชาการ

เรื่องเล่ามีพลัง อาจารย์แพทย์บางท่านพยายามรวบรวมเอาไปสอน นศพ. อาจเรียกเป็นตัวอ่อนความรู้เล็กๆ ที่สำคัญ กระตุ้นไอเดียดีๆ ความคิดดีๆ ที่ไหนมีเยอะแสดงว่ามี sense of learning แรง สิ่งเล็กๆ อย่าได้มองข้าม ตอนแรกอย่าไปแสดงอาการไม่ดี เช่น มีแค่นี้เองหรือ

ในกระบวนการ sharing จะต้องมี “คุณอำนวย” ชวนพูดชวนคุย คนที่เล่าคือ “คุณกิจ” ยังขาดตัวละครอีกตัวคือ “คุณลิขิต” จะคอยจดบันทึกเพื่อไม่ให้คนเล่าคนฟังเสียสมาธิ บันทึกได้หลายเทคนิควิธี อยากให้ทุกคนได้ฝึกเป็นคุณลิขิต มีการบ้านให้เขียนสตอรี่ ๑ เรื่อง พรุ่งนี้เอามาดูจะได้ให้คำแนะนำได้ ลองดูอีกทีว่าตอนที่เขียนยากหรือเปล่า

จบกิจกรรมวันแรกใกล้ๆ ๑๖.๓๐ น. ผู้เข้าประชุมและทีมสนับสนุนจาก พรพ. รวมทั้ง พญ.อารยา ทองผิว ที่ปรึกษาใหญ่ แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ทีมงานคุยกันทบทวนกิจกรรมของวันนี้และวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น กว่าจะเสร็จก็เลย ๑๘ น.ไปเล็กน้อย หิวแทบจะ hypo เราพากันไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านแถว ม.เกษตรศาสตร์ สาวๆ รีบกินแล้วไปชอปปิ้งต่อก่อนห้างปิด ดิฉันส่งหมอนิพัธกลับโรงแรมที่พักแล้วกลับถึงบ้านเมื่อ ๒๑ น.พอดี เตรียมเอกสารสำหรับการประชุมวันพรุ่งนี้ต่อกว่าจะเสร็จก็ ๒๔ น.

เราคุยกันว่าเป็นวิทยากรในการประชุมแบบนี้ต้องทำงานนับสิบๆ ชั่วโมงต่อวัน ต้องคอย “จับ” บรรยากาศตลอดการประชุมและปรับกิจกรรมให้เข้ากัน ไม่เหมือนไปเป็นวิทยากรบรรยาย บรรยายเสร็จก็จบกันไป

วัลลา ตันตโยทัย