ครั้นเมื่อตะวันสายล่วงเวลายามบ่ายโมง พวกเราบริษัทพุทธก่อสร้าง (Buddhist Building Company) ก็ได้รวมตัวกันเพื่อ "วางท่อ..."

งานของเราเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 13.00 น. วันนี้เรามีกำลังพลเกือบ 10 คน ต่างคนต่างขมีขมัน ช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อเร่งวางท่อให้เสร็จก่อนค่ำ

วันนี้ทุก ๆ คนขยันขันแข็งมากเป็นพิเศษ กว่าเราจะมาถึงที่หน้างานท่อก็ได้ถูกวางไปแล้วกว่า 5 ท่อน

แต่แล้วเกิดการผิดพลาดขึ้นมาครั้งหนึ่ง คือ "ไม่ได้เว้นบ่อพักน้ำ..."

บ่อพักน้ำเจ้ากรรมดันอยู่ตรงที่วางท่ออันแรก ตอนนั้นเราพยายามขยันท่อท่อนที่สองเมื่อที่จะยกท่ออันแรกออกก็ไม่ได้ผล จึงตกลงได้ยกท่อที่วางอย่างสวยงามทั้ง 5 ท่อนออกทั้งหมด

(ท่อระบายน้ำด้านซ้ายมือ 3 ท่อน เป็นท่อเก่าที่ขุดขึ้นมา มีขนาด 60 เซนติเมตร ส่วนท่อที่เหลือเป็นท่อขนาด 40 เซนติเมตร ราคาขายของจังหวัดเชียงใหม่ ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ส่งถึงที่ราคา 190 บาท/ท่อ)

ตอนนั้นพี่คนขับรถแบ็คโฮเริ่มอารมณ์เสีย เพราะงานที่กำลังราบรื่นกลับต้องหยุดชะงักแล้วต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

แต่พวกเรายังกำลังใจดี ยังยิ้มแย้มแจ่มใส สู้งาน "สู้คน..."

เมื่อวางทางชุดแรกเสร็จไปได้ 11 ท่อน ก็เริ่มมีปัญหาครั้งที่สอง เพราะไม่ได้เว้นบ่อพักน้ำ (อีกแล้ว) เลยไปอีกสองท่อน คราวนี้เริ่มมีเลยโวยวายจากพี่คนขับรถแบ็คโฮมากขึ้น "เริ่มเรียกหาคนคุมงาน..."

ตอนนั้นเราก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ (เพราะก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว) ตอนนั้นเรามีหน้าที่ตัดพลาสติกที่ใช้หุ้มท่อ (การใช้พลาสติกหุ้มท่อ เพื่อมิให้ดินสามารถหลุดร่วงลงไปในท่อตามรอยต่อได้) ตอนนั้นเรา "มีหน้าที่ตัดก็ตัดไป" ใครจะบ่นก็บ่นไป เราก็จะตัดของเราไปเรื่อย ๆ

(พลาสติกใส ม้วนบนเป็นแบบบาง ราคาม้วนละ 180 บาท ม้วนล่างแบบหนา ราคา 175 บาท)

แต่เราปัญหาก็เริ่มกลับมาใกล้ตัวเรามากขึ้น เพราะพลาสติกที่ใช้หุ้มรอยต่อของท่อที่เราสั่งมานั้นมัน "บางเกินไป..." แล้วก็มีคำถามคล้าย ๆ เดิมเกิดขึ้นมาว่า "ใครสั่งมา..."

อันนี้เรายิ้ม แล้วก็ตอบว่า "เราสั่งมาเอง..."

พระที่คุมงานมองหน้าเราเล็กน้อย (แต่ไม่กล้าบ่น) แล้วเขาก็ติดต่อหาพลาสติกใสแบบหนามาให้เราใหม่ (เฮ้อ รอดตัวไป...)

แต่อีกสักพักหนึ่ง ก็เริ่มได้ยินมาแว่ว ๆ ว่า "วางท่อมาตั้งเยอะแล้ว เอาตัวเมียไปสอดตัวผู้ได้ไง..."

เริ่มมีเสียงคนคุมงานที่มากด้วยประสบการณ์บ่นกับคนที่ทำงานอยู่ก่อนหน้า (เอาแล้ว มีปัญหาอีกแล้ว)

แต่ดีที่พวกเรากำลัง "ปฏิบัติธรรม" เสียงบ่น เสียงโวยวาย คำพูดต่าง ๆ ทั้งหลายก็สามารถกลายเป็นสิ่งที่เรียกรอยยิ้มได้เสมอ

ปัญหามีไว้แก้ มิได้มีไว้แบกเน๊อะ...!

เมื่อรู้แล้วก็แก้ไข ดังนั้นท่อช่วงต่อไปของเราจึงได้มีการกลับหัวกลับหางเสียใหม่เพื่อที่จะได้สอดเข้าง่ายและไวต่อการทำงาน

หัวหน้าที่ควบคุมงานนี้ให้ความรู้กับเราว่า "เวลาสอดท่อ ให้วางท่อด้านตัวเมียไว้ด้านหน้า จากนั้นก็หันด้านตัวผู้เข้ามาเสียบ เวลาเสียบจะเข้าง่าย และทำให้ท่อนั้นต่ำลงไปเรื่อย ๆ"

เห็นจะจริงตามที่ท่านบอก เพราะตอนแรก ๆ ที่พวกเราทำดูกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน ดิน ทราย และน้ำที่รวมกันเป็น "ขี้โคลน" ทะลักเข้าไปในท่อเป็นจำนวนมาก เวลาเรานำท่อด้านตัวเมียที่ถูกยกจากรถแบ็คโฮเข้าไปสวมกับปากท่อตัวผู้ที่วางอยู่กับพื้นดิน

(ท่อด้านขวา เป็นชุดแรกที่วางผิด คือวางปากท่อตัวผู้ไว้ด้านหน้า แล้วใช้ปากท่อตัวเมียสวม

วิธีการที่ถูกต้องนั้นหากต้องการวางท่อระบายน้ำจากซ้ายไปขวา ควรจะวางปากท่อตัวผู้ไว้ด้านซ้าย และปากท่อตัวเมียไว้ด้านขวา)

ปากท่อตัวเมียต้องขุดดินลึกลงไปจากนั้นจึงสามารถช้อนขึ้นมาสวมกับปากท่อตัวผู้ได้ แต่ถ้าหากเราทำแบบพระที่มากประสบการณ์มาก การนำปากท่อตัวผู้เสียบเข้าไป จะตัดปัญหาดินที่จะถูกตักขึ้นมาใส่ไว้ในท่อมากทีเดียว

เมื่อได้รับทราบเทคนิคดังนี้แล้ว งานของเราจึงสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น และว่องไว

ท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เซนติเมตร จำนวน 56 ท่อ กับบ่อพักความยาว 1 เมตร จำนวน 5 บ่อพัก พวกเราสามารถทำงานเสร็จกันได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง

เมื่องานเสร็จทุกคนต่างร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ยินดี ปรีดา ที่งานครั้งนี้เสร็จลุล่วงได้เป็นไปตามที่กำหนด... "ไชโย ไชโย..."


 

แต่ทว่า... เมื่อถึงเวลา 17.00 น. อันเป็นเวลาที่ท่านพระอาจารย์เดินมาตรวจงานแล้วพบว่า ท่อที่เราวางทั้งหมดนั้น "ต่ำเกินไป" คือ ต่ำกว่าปากท่ออีกด้านหนึ่งตรงปลายกำแพงที่น้ำจะออกเดินทางออกไปจากวัดของเรากว่า 1 เมตร...

 

(ดินด้านบนคือ ระดับร่องน้ำของที่ดินด้านนอกที่ต้องส่งน้ำออกไป ส่วนด้านล่างคือปากท่อที่เราไล่ระดับลงมา)

ตอนนั้นเองสมาชิกที่ร่วมทำงานต่างก็แยกย้ายกลับไปทำภาระกิจส่วนตัวกันเกือบหมด เหลืออยู่เพียงเรา พระคุมงาน โยมพ่อนพ และพี่คนขับรถแบ็คโฮ

พอท่านพระอาจารย์เดินตรวจงานและประชุมกับพระคุมงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ตกลงกันว่า "ต้องรื้อใหม่ทั้งหมด..."

อื่ม... รื้อใหม่ทั้งหมด

จิตของเราที่ฝึกฝนมาเป็นเวลากว่าสองปี ทำให้ตอนนั้นรู้สึก "เฉย ๆ" (เมื่อก่อนคงหัวเสียน่าดู) คือ รื้อก็รื้อ ทำก็ทำ เพราะเราก็ไม่ได้จะรีบไปไหน หรือจะเอาเวลาไปทำอะไรอยู่แล้วนี่เน๊อะ ไม่ทำงานนี้ก็มีงานอื่นให้ทำอยู่ตลอด ไม่ได้ว่างอยู่แล้ว

แต่พี่คนขับรถแบ็คโฮที่อารมณ์เสียกับแผนงานที่สับสนมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ตอนนี้เราก็ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์เขาได้ แต่พอมีอย่างหนึ่งที่เราทราบได้หลังจากที่คุยเรื่องงานกันเสร็จแล้ว "พี่เขาก็ขับรถกลับบ้านในทันที..."

อื่ม... แต่งานนี้ไม่จบลงง่าย ๆ แค่นี้หรอกนะ "ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน"

การใช้ชีวิตเป็นพระกรรมกรนั้น ไม่มีเวลาเข้างาน ไม่มีเวลาเลิกงาน เรามีเวลาทั้งวัน ทั้งคืนที่จะทำงาน...

ครั้นพอพี่คนที่ขับรถแบ็คโฮกลับบ้าน งานบังคับรถแบ็คโฮนี้จึงตกเป็นของพระที่มากด้วยประสบการณ์ ทั้งเขาและเราต่างก็ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมประสาน ทำงานนี้ด้วยกันฉัน "เพื่อนแท้..."