Those kind aunties

วันนี้เป็นวันประชุมประจำเดือนของ Standard & Practice Committee Meeting โดยมีตัวแทนจากโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆที่ทำ palliative care ในเขต New South Wales นี้มาชุมนุมกัน Meera ซึ่งเป็น supervisor ผมบอกว่าการประชุมนี้น่าสนใจ อาจจะทำให้ได้ idea ที่ชัดขึ้นเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการ palliative care ภาคปฏิบัติ

Meera มาถึงโรงพยาบาลพอดีเวลาประชุม พอเธอพาผมไปเข้าประชุมก็ปรากฏว่าที่ประชุมเต็มพอดี เธอไปกระซิบข้างหูคุณป้าตัวเบ่อเริ่มที่หัวโต๊ะ บอกว่าผมเป็น visiting doctor จะมาขอเปิดหูเปิดตาหน่อย คุณป้าประธาน (เธอชื่อ Amanda Walker) หันขวับมายิ้มแป้น พูดเสียงดัง why not, please come แล้วก็หันไปบอกป้าๆอีก 12 คนในห้อง (ผมพึ่งสังเกตว่าทีมนี้เป็นเกือบหญิงล้วน มีผู้ชายนอกเหนือจากผมอีกคนเดียว เป็น young staff ที่เหลือเป็นป้าทรงเดียวกันหมดเลย) ให้แนะนำตัวเอง แต่ละคนก็แนะนำตัวกันไฟแล่บเลย ล้วนเป็นมือภาคสนามทั้งสิ้น มีทั้งหมอ พยาบาล co-ordinator community nurses

เสร็จแล้ว Amanda ก็แจกวาระ ปรากฏว่ามีทั้งหมด 16 วาระใหญ่ แต่่ละวาระมี small bullets อีก ผมถึงกับอึ้ง นี่แกจะทำหมดนี่เลยหรือเนี่ย

ในวาระต่างๆ ข้างท้ายจะปรากฏชื่อย่อ เช่น AW คือ Amanda Walker และ MA ก็คือ supervisor ผม Meera Agar แปลว่าเป็นคนนำเสนอ อันดับแรกของวาระก็คือคนมาร่วม และคนไม่มาร่วม (เขาใช้คำเพราะดี คือ Apologies แปลว่าขออภัยที่ฉันไม่มานะจ๊ะ ย่อมาจาก Apology for absence) แล้ว Amanda ก็นำประชุมไปอย่างรวดเร็ว

หะแรกคิดว่า พวกทำ palliative care จะเป็นพวกนิ่มๆ หนูๆ (ผู้นำสี่ทิศ) ที่ไหนได้ เธอๆเหล่านี้กระทิงซะส่วนใหญ่ แถมไม่ใช่กระทิงธรรมดา Amanda เป็นคนคุมเกมที่ละเอียดและใช้ข้อมูลเป็นประจักษ์ตลอดเวลา พูดง่ายๆก็คือ กระทิงหมี นั่นเอง มีตอนหนึ่ง แกบอกเคล็ดลับเวลาไปลุย เอ๊ย ไปประชุมที่อื่นก็คือ ให้ take over การนำเสนอ มิฉะนั้นจะถูกถามคำถามที่ตอบยากๆ ดังนั้นเวลาเราพูด เราก็เอา agenda ของเราลงไปถล่มซะเลย (ไม่ค่อยสุนทรีย์สักเท่าไหร่ แต่เป็น style กระทิงของแท้และดั้งเดิม)

ผมคิดว่าเคล็ดลับคงไม่ใช่เพียงแค่ที่ว่า แต่ทุกคนทีีมาประชุมนี้ ผมสัมผัสถึงการเชื่อมโยงกับ The Source ได้ชัดเจนมากเลยว่า แต่ละคนทำจริงและทำมานาน และที่ีทำทั้งหมดนั้นเพื่อคนไข้และญาติของคนไข้ palliative care ทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาพวกนี้ demand อะไร เธอจะสู้และขอเพื่อคนอื่น ไม่ใช่ของเธอเอง เวลาพูด และให้เหตุผลจึงฉะฉาน ไม่มีกลัว (no fear) และวางอยู่บน Altruism คือการเสียสละเพื่อคนอื่น อันนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่เวลาเธอไปประชุมที่ไหน เธอจะ grap attention และพูดได้เต็มปากเต็มคำทุกครั้งไป

ในที่ประชุมมีบรรยากาศผสมผสานที่แปลกอีกประการก็คือ ยังมีความเป็นผู้หญิงผสมผสานได้อย่างแนบเนียน มีคำพูดประชดประชัน ถากถางงอนๆเล็กๆ แต่เล็กน้อยมาก สร้างสีสัน แต่ไม่เยิ่นเย้อเสียเวลาเลย ระหว่างประชุมมีขนมนมเนย มี muffin กองพะเนินเทินทึก มีองุ่น seedless กองเบ่อเริ่ม และ donut หลากหลายสีวางบนโต๊ะ

ในบรรดาวาระการประชุม มีวาระหนึ่งที่มีการถกกันอย่างจริงจัง ก็คือ ปรากฏว่าตามธรรมเนียม ถ้ามีคนไข้ใน รพ.เสียชีวิต พวกนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องส่ง condolence card ใบแสดงความเสียใจ เซ็นเขียนด้วยลายมือของผู้ดูแล และมีคนไปร่วมงาน funeral service ด้วย แต่ปรากฏว่าคนไข้ส่วนหนึ่งกลับไปเสียชีวิตที่บ้าน ทำให้ขาดการติดต่อ และเสียโอกาสแสดงความเสียใจไป ปรากฏเรื่องนี้กลายเป็น agendum สำคัญ ที่มีการ discuss หาทางแก้ไขกันอย่างกว้างขวาง ในที่สุด senior community nurse คนหนึ่ง (ชื่อ Pauline ซึ่งผมจะได้ตามเธอไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้านอาทิตย์หน้า) ก็บอกว่าเธอจะแก้ปัญหาโดยการประสาน EMR (electronic medical record) ของ database คนไข้ palliative care เข้ากับ programme home visit และ list ของคนไข้ในเขตการดูแล ดูสิว่าจะทำให้ update ได้ทันและแจ้งมายังทีมหรือทันท่วงทีที่จะไปร่วมงานศพไหม

ที่ผมทึ่งก็คือ การที่ทีมเห็นว่า การแสดงความเสียใจ และการไปร่วมงานศพของคนไข้ที่พวกเธอดูแลมาตลอดนั้น เป็นวาระสำคัญ และต้องหา system มา address ปัญหา เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเธอทำไมถึงได้มาทำงานพวกนี้ เพราะเธอมองเห็นความสำคัญของความรู้สึกของทั้งฝ่ายคนไข้ ญาติ และความรู้สึกของผู้ดูแลที่จะมีต่อคนไข้ และให้ความสำคัญเรื่อง relationship เป็นอันดับต้นๆ จึงจะทำให้งานของพวกเธอมีความหมายอย่างแท้จริง

Amanda ได้ยกอีกประเด็นสำคัญ คือการ train volunteer และการมี survivor volunteer เธอบอกว่าหลายต่อหลายครั้งที่ caretaker ของคนไข้ กลายเป็น expert และกลายเป็น volunteer สำคัญคนไข้คนอื่นๆต่อไป และพวกนี้จะมี (quote) "Strong sense of altruism" อยู่ในตัวเอง จะทำอย่างไรให้ programme นี้ แพร่ขยายออกไปให้มากที่สุด

เห็นคุณป้าๆเหล่านี้ทำงานแล้วชื่นชมและได้พลังมากเลย ปรากฏว่าทุกวาระเสร็จตามเวลา 3 ชั่วโมงเป๊ะ กินข้าวเที่ยงกันทัน พวกเธอทำงานอย่างที่ผมเคยคิดว่าน่าจะเป็นจริงๆ คือ not working, just living ชีวิตมีแต่การ "ลงมือทำ" แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่อง budget เรื่องกำลังคน แต่คนพวกนี้ทำงานมานานจนรู้ว่าวิธีทืี่ดีที่สุดก็คือ ทำให้ public เกิดมองเห็นว่างานพวกนี้สำคัญ สำคัยมากจนเรียกร้องต่อบรรดา politician และผลักดันงบประมาณ และกฏหมายมาเอื้อบรรยากาศของการทำงานในที่สุด

การประชุมครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ address เรื่องบริหารจัดการ ยังพูดถึงเรื่องการวิจัยและการฝึกอบรมอีกด้วย Meera เป็นคนนำเสนอเรื่อง research และ clinical trial ที่กำลังทำอยู่ เพราะเธอมี connection กับ Flinders University และมีการทำการศึกษา Ketamine ในคนไข้ palliative care และยา Magestro Acetate ที่ช่วยเรื่องเบื่ออาหาร โดยกลุ่มนี้จะทำต่างจากกลุ่มหมอ oncologist ที่วัดผลโดยการดูน้ำหนักเพิ่มของคนไข้ แปลว่า appetite หรือความอยากอาหารนั้น improve ขึ้น แต่อันนี้ในคนไข้ palliative care นั้นคงจะใช้ไม่ได้ เพราะ ณ end-of-life ที่ disease advanced มากๆนั้น น้อยคนจะ gain weight หรือจะมีน้ำหนักขึ้น ให้ไปวัด "ความรู้สึกอยากอาหาร" แทน ซึ่งเป็นความรู้สึก และเกิด sense of well-being แม้ว่าจะกินได้ แต่น้ำหนักไม่ขึ้น (เพราะเนื้องอกกินอาหารไปมากกว่า) ก็ถือว่ายาตัวนี้มีประโยชน์ต่อคนไข้

มีการพูดถึงการใช้เข็มฉีดยาที่บ้านรุ่นใหม่ ว่าใช่้ยากง่ายและปลอดภัยแค่ไหน ยิ่งฟังการวิจัยและหัวข้อวิจัย ยิ่งมองเห็นว่าล้วนแต่เป็นโจทย์ที่เกิดจากคนทำงานในพื้นที่โดยตรง รวบรวมปัญหามาสร้างเป็นคำถามวิจัยทั้งสิ้น เป็น practical point หรือที่บ้านเราเรียก R2R2R (routine to research to routine) นั้นเอง แต่ที่นี้ไม่มีใครมาตั้งชื่อให้หรูหราอย่างเราทำเท่านั้นเอง