ท่าทีต่อการบวชของกลุ่มเพศวิถี
พระพุทธศาสนาเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและเปิดกว้างรวมทั้งมีเป้าหมายเพื่อการปฏิวัติสังคมและชุมชนของชาวอินเดียในครั้งพุทธกาลที่จะต้องการให้คนมี “สิทธิ” ในทางศาสนาที่เท่าเทียมกันดังการตีความของหลายๆท่านที่มองว่าพระพุทธองค์เป็นศาสดาพระองค์แรกที่ให้สิทธิกับคนที่มีความหลากหลายทาง “สถานะ” ทางสังคมดังกรณีการอนุญาตให้ช่างตัดผม (ต่อมาคือพระอุบาลี) ได้บวชก่อนกลุ่มกษัตริย์หนุ่มศากยวงศ์ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นการลด “สถานะ” ทางสังคมและนำไปสู่การสร้างสังคมใหม่ที่มีความเป็นเอกภาพเหมาะควรกับพระธรรมวินัยของพระองค์และในเวลาเดียวยังรวมไปถึงกลุ่มของ “เพศสภาพ” กรณีอนุญาตให้สตรีบวช
ในพระพุทธศาสนาได้ประเด็นนี้ในทัศนะผู้เขียนเท่ากับเครื่องชี้วัดว่าพระพุทธศาสนาส่งเสริมและยกสถานะ“ศักดิ์ศรี” ของมนุษย์ในสังคมให้มีความเท่าเทียมกันไม่ได้จำกัดด้วย “สถานะ” และ “เพศภาวะ” แต่อย่างใดแม้จะแตกต่างกันทาง “เงื่อนไข” ในสังคมดั้งเดิมก็ตามในทัศนะผู้เขียนมองว่าเป็นการวางท่าทีต่อความสัมพันธ์ของ สมาชิกกลุ่มต่างๆโดยบางกรณียังอาจสัมพันธ์กับ “เงื่อนไข” ของสังคมเดิมบ้าง
ในส่วนของกลุ่มบุคคลห้ามบวชถูกบัญญัติเพื่อรักษาคนกลุ่มใหญ่ “สังฆะ” ไว้อันเนื่องด้วยท่าทีต่อการบัญญัติจึงเป็น “การประนีประนอม” กับคนในสังคมเดิมเพื่อเป็นการรักษาชุมชนสังฆะที่พระองค์ตั้งขึ้นมาจึงสร้างเงื่อนไขเพื่อปกป้องและป้องกันความแปลกแยกโดยใช้ “บริบท”ของสังคมเดิมมาเป็นชุดความรู้อธิบายต่อเงื่อนไขของสังคม “สังฆะ” ในช่วงเวลานั้น
ในครั้งพุทธกาล“สังฆะ” วางท่าทีความสัมพันธ์กับกลุ่ม “เพศที่สาม” ไว้อย่างไร ?มีหลักฐานในอุสสังกิตสูตรว่าด้วยธรรมที่ทำให้น่ารังเกียจและมีข้อหนึ่งให้รายละเอียดว่า”เป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจรนอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่ทรงบัญญัติไว้ในพรหมชาลสูตรในส่วนของมหาศีลว่าพระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา...ทำกะเทยให้เป็นชาย (วสฺสกมฺมํ) ทำชายให้เป็นกะเทย(โวสฺสกมฺมํ)จากหลักฐานที่ยกมาจะเป็นไปได้หรือไม่ว่านั่นคือท่าทีของ “สังฆะ” ที่ปรากฏในพระธรรม
วินัยที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นหลักที่ใช้สำหรับวางท่าทีของความสัมพันธ์ของ “สังฆะ” ที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเพื่อรักษาคนกลุ่มใหญ่ไว้ดังเหตุผลของการบัญญัติวินัย “เพื่อความดีงามและอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขของหมู่คณะ” กับบุคคลในสังคมที่มีความหลากหลายโดยมีเป้าประสงค์ปลายทางในอันที่จะรักษา “ชุมชน” ที่ทรงจัดตั้งไว้พร้อมทั้งมีเป้าประสงค์เพื่อป้องกัน “สิ่งเร้า” ภายนอกที่จะมาชี้นำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและนำไปสู่เหตุที่ไม่พึงประสงค์จากข้อมูลที่ปรากฏเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นการวางท่าทีความสัมพันธ์ผ่าน “เพศภาวะ” และบัณเฑาะก์หรืออุภโตพยัญชนะก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องวางท่าทีด้วยเช่นกันโดยการไม่เข้าไปข้องเกี่ยวในฐานะที่เป็น “อโคจร” สำหรับพระภิกษุรวมไปถึงการไม่ประกอบอาชีพที่นับเนื่องเกี่ยวกับบัณเฑาะก์หรือกะเทยซึ่งพระพุทธองค์บัญญัติไว้ชัดเจนโดยใช้คำว่า “เว้นขาด” จึงอาจมองเห็นเจตนารมณ์ของการปกป้องความเป็น “สังฆะ” ที่ทรงจัดตั้งขึ้นมา
คำถามสาธารณะปรากฏว่าถ้าในกรณีจะให้กลุ่มชายเพศวิถีมีพื้นที่ทางศาสนาได้หรือไม่ ? ประหนึ่งเป็นการยอมรับโดยตรงไม่ต้องมาใน “ภาพลักษณ์” ของชายแล้ว “เปลี่ยนไป” เมื่อขั้นตอนและวิธีการในการ “คัดสรร” ได้สำเร็จลงแล้วกลายเป็นชุมชนที่มีเป้าหมายเพื่อการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงสำหรับกรณีผู้ที่ประสงค์จะบวชเพื่อการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง (ไม่ใช่เป็นการเอากระบวนการของสิทธิ์มาเป็นเงื่อนไข จนละเลยคุณค่าในทางวิถีศาสนาแต่ประการใด) ประหนึ่งเป็นการสร้างทางเลือกและพื้นที่กลุ่มชายเพศที่สาม