ท่าทีต่อการบวชของกลุ่มเพศวิถี(7)

ท่าทีต่อการบวชของกลุ่มเพศวิถี

พระพุทธศาสนาเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและเปิดกว้างรวมทั้งมีเป้าหมายเพื่อการปฏิวัติสังคมและชุมชนของชาวอินเดียในครั้งพุทธกาลที่จะต้องการให้คนมีสิทธิในทางศาสนาที่เท่าเทียมกันดังการตีความของหลายท่านที่มองว่าพระพุทธองค์เป็นศาสดาพระองค์แรกที่ให้สิทธิกับคนที่มีความหลากหลายทางสถานะทางสังคมดังกรณีการอนุญาตให้ช่างตัดผม (ต่อมาคือพระอุบาลี) ได้บวชก่อนกลุ่มกษัตริย์หนุ่มศากยวงศ์ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นการลดสถานะทางสังคมและนำไปสู่การสร้างสังคมใหม่ที่มีความเป็นเอกภาพเหมาะควรกับพระธรรมวินัยของพระองค์และในเวลาเดียวยังรวมไปถึงกลุ่มของเพศสภาพกรณีอนุญาตให้สตรีบวช

ในพระพุทธศาสนาได้ประเด็นนี้ในทัศนะผู้เขียนเท่ากับเครื่องชี้วัดว่าพระพุทธศาสนาส่งเสริมและยกสถานะศักดิ์ศรีของมนุษย์ในสังคมให้มีความเท่าเทียมกันไม่ได้จำกัดด้วยสถานะและเพศภาวะแต่อย่างใดแม้จะแตกต่างกันทางเงื่อนไขในสังคมดั้งเดิมก็ตามในทัศนะผู้เขียนมองว่าเป็นการวางท่าทีต่อความสัมพันธ์ของ สมาชิกกลุ่มต่างโดยบางกรณียังอาจสัมพันธ์กับเงื่อนไขของสังคมเดิมบ้าง

ในส่วนของกลุ่มบุคคลห้ามบวชถูกบัญญัติเพื่อรักษาคนกลุ่มใหญ่สังฆะไว้อันเนื่องด้วยท่าทีต่อการบัญญัติจึงเป็นการประนีประนอมกับคนในสังคมเดิมเพื่อเป็นการรักษาชุมชนสังฆะที่พระองค์ตั้งขึ้นมาจึงสร้างเงื่อนไขเพื่อปกป้องและป้องกันความแปลกแยกโดยใช้บริบทของสังคมเดิมมาเป็นชุดความรู้อธิบายต่อเงื่อนไขของสังคมสังฆะในช่วงเวลานั้น

ในครั้งพุทธกาลสังฆะวางท่าทีความสัมพันธ์กับกลุ่มเพศที่สามไว้อย่างไร ?มีหลักฐานในอุสสังกิตสูตรว่าด้วยธรรมที่ทำให้น่ารังเกียจและมีข้อหนึ่งให้รายละเอียดว่าเป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจรนอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่ทรงบัญญัติไว้ในพรหมชาลสูตรในส่วนของมหาศีลว่าพระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา...ทำกะเทยให้เป็นชาย (วสฺสกมฺมํ) ทำชายให้เป็นกะเทย(โวสฺสกมฺมํ)จากหลักฐานที่ยกมาจะเป็นไปได้หรือไม่ว่านั่นคือท่าทีของสังฆะที่ปรากฏในพระธรรม

วินัยที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นหลักที่ใช้สำหรับวางท่าทีของความสัมพันธ์ของสังฆะที่พระพุทธองค์ทรงตั้งเพื่อรักษาคนกลุ่มใหญ่ไว้ดังเหตุผลของการบัญญัติวินัยเพื่อความดีงามและอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขของหมู่คณะ กับบุคคลในสังคมที่มีความหลากหลายโดยมีเป้าประสงค์ปลายทางในอันที่จะรักษาชุมชนที่ทรงจัดตั้งไว้พร้อมทั้งมีเป้าประสงค์เพื่อป้องกันสิ่งเร้าภายนอกที่จะมาชี้นำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและนำไปสู่เหตุที่ไม่พึงประสงค์จากข้อมูลที่ปรากฏเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นการวางท่าทีความสัมพันธ์ผ่านเพศภาวะและบัณเฑาะก์หรืออุภโตพยัญชนะก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องวางท่าทีด้วยเช่นกันโดยการไม่เข้าไปข้องเกี่ยวในฐานะที่เป็นอโคจรสำหรับพระภิกษุรวมไปถึงการไม่ประกอบอาชีพที่นับเนื่องเกี่ยวกับบัณเฑาะก์หรือกะเทยซึ่งพระพุทธองค์บัญญัติไว้ชัดเจนโดยใช้คำว่าเว้นขาดจึงอาจมองเห็นเจตนารมณ์ของการปกป้องความเป็นสังฆะที่ทรงจัดตั้งขึ้นมา

คำถามสาธารณะปรากฏว่าถ้าในกรณีจะให้กลุ่มชายเพศวิถีมีพื้นที่ทางศาสนาได้หรือไม่ ? ประหนึ่งเป็นการยอมรับโดยตรงไม่ต้องมาในภาพลักษณ์ของชายแล้วเปลี่ยนไปเมื่อขั้นตอนและวิธีการในการคัดสรรได้สำเร็จลงแล้วกลายเป็นชุมชนที่มีเป้าหมายเพื่อการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงสำหรับกรณีผู้ที่ประสงค์จะบวชเพื่อการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง (ไม่ใช่เป็นการเอากระบวนการของสิทธิ์มาเป็นเงื่อนไข จนละเลยคุณค่าในทางวิถีศาสนาแต่ประการใด) ประหนึ่งเป็นการสร้างทางเลือกและพื้นที่กลุ่มชายเพศที่สาม