“กลุ่มเพศวิถี “ชาย” กับสิทธิ์ทางศาสนา”(6)

กรณีไม่ให้บวชจะทำอย่างไร ? แนวคิดทางพระพุทธศาสนายอมรับและส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยมองว่าเป็นผู้ที่พัฒนาได้ดังพุทธพจน์ที่ว่าทนฺโตเสฏโฐมนุสฺเสสุที่มีความหมายโดยสรุปที่ว่ามนุษย์เป็นผู้ที่สามารถพัฒนาและฝึกได้ผู้ที่ฝึกได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เป็นชีวิตที่ประเสริฐและพุทธพจน์ที่ ตรัสกับพระอานนท์โดยสรุปที่ว่าวิธีแห่งความหลุดพ้นเปิดรับทั้งผู้หญิงผู้ชายเท่ากับหมายความว่าเพศไม่ได้เป็นตัวกำหนดต่อการปฏิบัติดีหรือปฏิบัติเพื่อเป้าหมายแห่งพุทธธรรมอย่างแท้จริงจึงย้อนกลับมาที่ว่าแล้วพื้นที่ทางศาสนาของกลุ่มเพศวิถีจะเป็นอย่างไรในเมื่อพระพุทธศาสนามีหลักการกว้างไว้อย่างนั้นพื้นที่ทางศาสนาต่อกลุ่มเพศวิถีจึงสามารถทำได้ในทุกกรณี (คง) เว้นการบวชเพราะในเมื่อเรามองว่าการบวชเป็นการคัดสรรหรือพื้นที่อันมีคุณสมบัติเฉพาะประหนึ่งในทุกสาขาอาชีพมีการเว้นคุณสมบัติเฉพาะไว้แต่พุทธศาสนาก็ไม่ได้ละเลยต่อสิทธิ์ในการแสดงออกตามความเชื่อในฐานะเป็นชาวพุทธและสมาชิกในสังคมแต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละเมิดคุณค่าในทางศาสนาจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงกระทั่งละเลยความบริสุทธิ์ตามวิถีทางศาสนาไป

กรณีที่บวชแล้วจะมีทางออกอย่างไร ? เมื่อสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะให้ทัศนะคล้ายกันที่ว่า ก่อนบวชไม่ได้บอกพอบวชแล้วจึงทราบหรือบวชระยะสั้นบ้างเป็นต้นแต่เมื่อถามว่าบวชแล้วจะทำอย่างไรก็บอก ว่าเขาไมได้ทำผิดพระธรรมวินัยอะไรปฏิบัติกิจด้วยดีอาจมีบ้างที่อาจดูจะเกินกว่าพอดีก็มีการแนะนำตักเตือนกัน (บางทัศนะก็มองว่าก็ไม่ต่างจากชายแท้แต่อย่างใด) พฤติการณ์นี้เท่ากับเป็นการยอมรับกลายแต่ส่วนใหญ่เป็น ทัศนะเชิงปัจเจกไม่ได้สัมพันธ์กับบัญญัติหรือตัวองค์กรแต่ประการใดในประเด็นวิวาทะที่ปรากฏส่วนใหญ่จะมีทั้งในส่วนของสมาชิกในองค์กรคณะสงฆ์เองหรือชาวพุทธทั่วไปจะมองว่าศาสนาเป็นพื้นที่เฉพาะที่ควรสงวนไว้ แต่ก็มีไม่น้อยที่มองว่าถ้าไม่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่นำไปสู่การทำผิดพระธรรมวินัยและกลายเป็นโลกวัชชะก็ไม่น่าจะผิดอะไรรวมไปถึงมีทัศนะว่าควรมีการออกแบบหลักสูตรเฉพาะพื้นที่เฉพาะหรือจัดอบรมในช่วงระยะเวลาสั้นเพื่อเป็นการรองรับกลุ่มบุคคลที่สนใจต่อการปฏิบัติอย่างแท้จริงเป็นการพิจารณาเป็นกรณีไป

ในภาพรวมส่วนใหญ่มุ่งไปที่ผู้ปกครองระดับสูงต่อการออกกฎมาเพื่อป้องกันควบคุมเสียมากกว่าที่จะอนุญาตในส่วนของอุปัชฌาย์คือผู้ที่จะคัดกรองคนที่จะเข้ามาบวชโดยตรงเกิดคำถามว่ากระบวนการคัดสรรซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะในการเลือกสมาชิกของกลุ่มคณะสงฆ์กำลังเกิดความผิดพลาดในการคัดสรรอย่างนั้นหรือไม่ ? และในเวลาเดียวก็มีบางทัศนะที่ตั้งคำถามว่าการห้ามบวชจะเทียบกันได้หรือไม่ว่าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นกระบวนการคัดสรรคนตามปกติของทุกองค์กรและการบวชก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าผู้ที่จะบวชต้องมีคุณสมบัติเฉพาะไว้ถ้าสงวนไว้จะดีกว่าหรือไม่ ?  เหตุผลเหล่านี้ไม่มีบทสรุปเสียทีเดียวเป็นแต่เพียงทัศนะที่หลากหลายต่อการออกแบบพื้นที่โดยใช้กรอบของเพศวิถีในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป