กรณีไม่ให้บวชจะทำอย่างไร ? แนวคิดทางพระพุทธศาสนายอมรับและส่งเสริม “ศักดิ์ศรี” ความเป็นมนุษย์โดยมองว่าเป็น “ผู้ที่พัฒนาได้” ดังพุทธพจน์ที่ว่าทนฺโตเสฏโฐมนุสฺเสสุที่มีความหมายโดยสรุปที่ว่ามนุษย์เป็นผู้ที่สามารถพัฒนาและฝึกได้ผู้ที่ฝึกได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เป็นชีวิตที่ประเสริฐและพุทธพจน์ที่ ตรัสกับพระอานนท์โดยสรุปที่ว่า “วิธีแห่งความหลุดพ้นเปิดรับทั้งผู้หญิงผู้ชาย” เท่ากับหมายความว่า “เพศ” ไม่ได้เป็นตัวกำหนดต่อการปฏิบัติดีหรือปฏิบัติเพื่อเป้าหมายแห่งพุทธธรรมอย่างแท้จริงจึงย้อนกลับมาที่ว่าแล้วพื้นที่ทางศาสนาของกลุ่มเพศวิถีจะเป็นอย่างไรในเมื่อพระพุทธศาสนามีหลักการกว้างๆไว้อย่างนั้นพื้นที่ทางศาสนาต่อกลุ่มเพศวิถีจึงสามารถทำได้ในทุกกรณี (คง) เว้นการบวชเพราะในเมื่อเรามองว่าการบวชเป็นการ “คัดสรร”หรือพื้นที่อันมีคุณสมบัติเฉพาะประหนึ่งในทุกสาขาอาชีพมีการ “เว้น” คุณสมบัติเฉพาะไว้แต่พุทธศาสนาก็ไม่ได้ละเลยต่อสิทธิ์ในการแสดงออกตามความเชื่อในฐานะเป็นชาวพุทธและสมาชิกในสังคมแต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละเมิดคุณค่าในทางศาสนาจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงกระทั่งละเลยความ “บริสุทธิ์” ตาม “วิถี” ทางศาสนาไป
กรณีที่บวชแล้วจะมีทางออกอย่างไร ? เมื่อสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะให้ทัศนะคล้ายกันที่ว่า ก่อนบวชไม่ได้บอกพอบวชแล้วจึงทราบหรือบวชระยะสั้นบ้างเป็นต้นแต่เมื่อถามว่าบวชแล้วจะทำอย่างไรก็บอก ว่าเขาไมได้ทำผิดพระธรรมวินัยอะไรปฏิบัติกิจด้วยดีอาจมีบ้างที่อาจดูจะเกินกว่าพอดีก็มีการแนะนำตักเตือนกัน (บางทัศนะก็มองว่าก็ไม่ต่างจากชายแท้แต่อย่างใด) พฤติการณ์นี้เท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆแต่ส่วนใหญ่เป็น ทัศนะเชิงปัจเจกไม่ได้สัมพันธ์กับบัญญัติหรือตัวองค์กรแต่ประการใดในประเด็น “วิวาทะ” ที่ปรากฏส่วนใหญ่จะมีทั้งในส่วนของสมาชิกในองค์กรคณะสงฆ์เองหรือชาวพุทธทั่วไปจะมองว่า “ศาสนา” เป็นพื้นที่เฉพาะที่ควรสงวนไว้ แต่ก็มีไม่น้อยที่มองว่าถ้าไม่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่นำไปสู่การทำผิดพระธรรมวินัยและกลายเป็น “โลกวัชชะ”ก็ไม่น่าจะผิดอะไรรวมไปถึงมีทัศนะว่าควรมีการออกแบบหลักสูตรเฉพาะพื้นที่เฉพาะหรือจัดอบรมในช่วงระยะเวลาสั้นๆเพื่อเป็นการรองรับกลุ่มบุคคลที่สนใจต่อการปฏิบัติอย่างแท้จริงเป็นการพิจารณาเป็นกรณีไป
ในภาพรวมส่วนใหญ่มุ่งไปที่ผู้ปกครองระดับสูงต่อการออกกฎมาเพื่อป้องกันควบคุมเสียมากกว่าที่จะอนุญาตในส่วนของอุปัชฌาย์คือผู้ที่จะคัดกรองคนที่จะเข้ามาบวชโดยตรงเกิดคำถามว่ากระบวนการคัดสรรซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะในการ “เลือก” สมาชิกของกลุ่มคณะสงฆ์กำลังเกิดความผิดพลาดในการคัดสรรอย่างนั้นหรือไม่ ? และในเวลาเดียวก็มีบางทัศนะที่ตั้งคำถามว่า “การห้ามบวช” จะเทียบกันได้หรือไม่ว่า “คุณสมบัติ”เหล่านี้เป็นกระบวนการคัดสรรคนตามปกติของทุกองค์กรและการบวชก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าผู้ที่จะบวชต้องมีคุณสมบัติเฉพาะไว้ถ้าสงวนไว้จะดีกว่าหรือไม่ ? เหตุผลเหล่านี้ไม่มีบทสรุปเสียทีเดียวเป็นแต่เพียงทัศนะที่หลากหลายต่อการออกแบบพื้นที่โดยใช้กรอบของเพศวิถีในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป