“กลุ่มเพศวิถี “ชาย” กับสิทธิ์ทางศาสนา”(5)

แนวคิดทางสังคมต่างได้เข้ามามีผลต่อปรากฏการณ์ทางสังคมมากขึ้นสิทธิถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อรองรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นสมาชิกหนึ่งของสังคมหน้าที่ในฐานะลูกพึงกระทำต่อบุพการีแนวคิดเรื่องความทันสมัยที่สังคมต่างเขาเปิดรับต่อกลุ่มเพศวิถีกับพื้นที่ทางศาสนากรณีบาทหลวงเป็นเกย์ได้รวมไปถึงการโต้แย้งบัณเฑาะก์คือตัวอะไรทั้งยังมีผู้พยายามหาคำอธิบายว่านั่นเป็นบัญญัติที่ถูกออกมาในบริบทเดิมแต่ถ้าในกรณีผู้ปฏิบัติดีตั้งใจปฏิบัติไม่เสื่อมเสียตามพระธรรมวินัยจะบวชได้หรือไม่ ? เอาพฤติกรรมของคนในอดีตมากำหนดศรัทธาของคนในปัจจุบันรวมไปถึงการที่มีผู้ตีความย้อนพจนานุกรมศัพท์พุทธศาสน์ว่า

               "กะเทยโดยกำเนิด" นั้นน่าจะหมายถึงคนที่มีอวัยวะเพศทั้งชาย

                      และหญิงตั้งแต่เกิดในแง่นี้กะเทยจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงเกย์เสมอไป

                      ขันทีก็เช่นกันไม่จำเป็นว่าต้องหมายถึงเกย์บัณเฑาะในความหมายที่

                     น่าจะหมายถึงเกย์มากที่สุดเพราะมีข้อความระบุว่า "ประพฤตินอกจารีต

                     ในทางเสพกาม" อย่างไรก็ตามท่านไม่ได้ระบุเพียงแค่นั้นแต่ยังมีข้อความ

                     ต่อท้ายว่า"และยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น" ถ้าเช่นนั้นจะพูดได้ไหมว่า

                     เกย์ที่สงบเสงี่ยมมิได้ยั่วยวนชายอื่นให้"ประพฤตินอกจารีตในทางเสพ

                    กาม" ไม่จัดว่าเป็นบัณเฑาะก์ดังนั้นจึงไม่อยู่ในข่ายห้ามบวช

ทัศนะนี้เป็นท่าทีตามกรอบคิดขัดแย้ง (Conflict) ถึงไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงใดแต่ก็ทำให้เห็นว่าทัศนะเชิงขัดแย้งอันเป็นกรอบที่ใช้อธิบายบทศึกษานี้ประการหนึ่งและในอนาคตผู้เขียนเชื่อว่าประเด็นของความขัดกันเหล่านี้โดยเฉพาะการตีความตัวอักษรบทบัญญัติทัศนคติหรืออื่นใดที่เป็นไปเพื่อสร้างพื้นที่จะถาโถมต่อองค์กรคณะสงฆ์และผู้ยึดกุมต่อหลักบัญญัติที่ปรากฏอยู่เดิมดังกรณีการตีความกลุ่มสตรีต่อการบวชเป็นภิกษุณีในสังคมไทยการอธิบายย้อนการตีความและการหาองค์ความรู้มาเพื่อปรับและสร้างโลกทัศน์ใหม่ต่อการมีส่วนร่วมของชาวพุทธแต่ก็ไม่สามารปรับเข้าหากันได้จนกระทั่งแยกกันทำแยกกันเดินอย่างที่ปรากฏอยู่ฉะนั้นองค์ความรู้ต่อกรณีศึกษาและประเด็นทางสังคมยังมีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นต่อการที่ปรับทัศนคติของสังคมไทยเพื่อเปิดรับและยอมรับต่อปรากฏการณ์อื่นนอกเหนือจากที่มีอยู่เพื่อมีส่วนร่วมในการรักษาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาในภาพลักษณ์ที่หลากหลายขึ้นและมีผลเป็นการก้าวเดินของสังคมไทยในองค์รวมต่อไป

ทางออกต่อการบวช-ไม่บวชอยู่ตรงไหน ?

ประเด็นคำถามเหล่านี้อาจจะไม่มีคำตอบเสียทีเดียวแต่เป็นการอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ผ่านเงื่อนไขยอมรับในความเป็นผู้มีสิทธิในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของสังคมที่จะมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อธรรมในทุกรูปแบบแต่ในเวลาเดียวกันก็ยังรู้สึกสงวนท่าที่ต่อพื้นที่อันเป็นลักษณะเฉพาะอยู่ประเด็นคำถามต่อไปที่ว่าแล้วที่มีปรากฏอยู่และบวชอยู่จะมีคำถามอย่างไรซึ่งตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปที่องค์กรสงฆ์กระแสหลักว่าจะหาทางออกอย่างไรการอนุญาตให้บวชแต่แรกเท่ากับการยอมรับกระนั้นหรือไม่ ? คำอธิบายจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอุปัชฌาย์/เจ้าอาวาสก็จะบอกว่าตอนมาบวชไม่ได้แจ้งว่าเป็นไม่เป็นใช่หรือไม่ใช่เมื่อบวชมาแล้วก็ไม่ได้ทำเสียอะไรดังนั้นจึงเป็นประหนึ่งเป็นการสมยอมต่อการตั้งชุมชนของกลุ่มพระที่เข้ามาบวชไปจนกระทั่งเกินกว่าการตรวจสอบและควบคุมดังกรณีปรากฏเป็นประเด็นทางสังคม ?

ในทัศนะข้อขัดแย้งและทัศนะส่วนใหญ่มุ่งมองไปที่ผู้ปกครองระดับสูงของคณะสงฆ์ว่าทำไมไม่ออกกฎมาเพื่อป้องกันเสียมากกว่าที่จะอนุญาตโดยเจาะจงไปที่พระอุปัชฌาย์ที่ทำหน้าที่เลือกเพื่อคัดสรรค์คนที่จะเข้ามาบวชแต่ในส่วนของอุปัชฌาย์ก็ให้ทัศนะว่าก่อนบวชเขาไม่ได้บอกแต่เมื่อเข้ามาอยู่แล้วจึงมีพฤติกรรมดังกล่าวแต่เขาเหล่านั้นเมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมอันใดที่ขัดต่อวินัยก็ไม่ว่าอะไรกันประหนึ่งสมยอมจนกระทั่งกลายเป็นนิคมของกลุ่มพระเพศวิถีจนกระทั่งเป็นแสดงพฤติกรรมบางส่วนที่มากจนเกินขอบเขตที่กำหนดดังเป็นข้อวิพากษ์ทางสังคมในช่วงที่ผ่านมาพร้อมกันนั้นคณะสงฆ์ก็ไม่ได้มีมาตรการอันใดที่จะมารองรับประหนึ่งยอมรับกลายจึงทำให้ภาพที่ปรากฏเป็นความขัดกันระหว่างหลักบัญญัติเดิมกับข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ