“กลุ่มเพศวิถี “ชาย” กับสิทธิ์ทางศาสนา”(4)

หลักฐานมีอย่างไรต่อการห้ามบวช

บัณเฑาะก์คือกลุ่มบุคคลที่ถูกบัญญัติไว้ห้ามบวชในพระพุทธศาสนาจึงเกิดการไขความเพื่อหาทางออกว่าทำไมพระพุทธองค์จึงทรงมีบัญญัติเช่นนั้นหรือว่าเป็นกลุ่มชายนิยม” (เป็นคำนิยามของกลุ่มสตรีนิยม-ผู้เขียน) ที่บัญญัติวินัยในภายหลังเพื่อปกป้องกลุ่มของตัวเองโดยอาศัยฐานคิดจากความเชื่อในศาสนาเดิมอย่างที่พยายามตีความกันว่าบัญญัติวินัยโดยโลกทัศน์ของผู้ชายจะเป็นความจริงหรือไม่หรือเป็นเพียงหลักเชิงเงื่อนไขโดยมีเป้าประสงค์เพื่อปกป้องหมู่คณะอย่างที่ตีความกันหรือว่าเป็นภาวะจริงแท้ที่บัญญัติไว้ในครั้งพุทธกาลที่สอดรับกับสภาพสังคมเดิมและคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจบริบทนี้การเรียกร้องสิทธิ์ต่อการบวชจึงไม่เป็นประเด็นทางสังคมหรือว่ามีแต่ไม่ปรากฏหลักฐาน

หลักฐานต่อการบัญญัติห้ามบวชที่ปรากฏในคัมภีร์

หลักฐานตามคัมภีร์หลักในทางพระพุทธศาสนามีข้อบัญญัติเกี่ยวกับบัณเฑาะก์-กะเทยไว้อย่างไรและทำไมต้องบัญญัติอย่างนั้น

ในวินัยบัญญัติได้มีการห้ามบวชบัณเฑาะก์ไว้ชัดเจนจึงเกิดคำถามว่าทำไมจึงห้ามกะเทยบวชเหมือนกับกลุ่มสตรีนิยมตั้งคำถามว่าทำไมภิกษุณีหมดไปจากสังคมไทยทำไมหญิงไทยจะบวชภิกษุณีในประเทศไทยไม่ได้ ? หรืออีกหลายคำถามที่โยนคำถามต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดการวิพากษ์จนกลายเป็นวาทะกรรมหรืออาจเลยไปถึงวิวาทะทางสังคมอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันและยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้เพราะฐานของเหตุผลและการตีความแตกต่างกันไปตามสภาพเงื่อนของเจตนา ที่ตัวเองมุ่งหวังและตามสภาพของการรับรู้และฐานข้อมูล

สาเหตุของการห้ามบัณเฑาะก์-เกย์-กะเทยบวช

ในพระวินัยปิฎกเล่มที่มหาวรรคภาคเรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบทด้วยสาเหตุว่าในครั้งพุทธกาลมีการอนุญาตให้บัณเฑาะก์บวชได้เมื่อเข้ามาบวชแล้วมีพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย ยังคงแสดงพฤติกรรมตามเพศรสที่ตัวเองชื่นชอบและแสวงหาสุนทรียะจากพฤติกรรมทางเพศรุกรานพระภิกษุสงฆ์สามเณรจนไม่เป็นอันปฏิบัติธรรม

นำไปสู่การเพ่งโทษติเตียนของพระภิกษุสงฆ์สาวกและชาวพุทธและเป็นที่มาของบัญญัติห้ามบวชในพระพุทธศาสนาพระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลายอนุปสัมบัน คือบัณเฑาะก์ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบทที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย      นอกจากนี้ยังมีอุภโตพยัญชนะที่มีทั้งสองเพศอยู่ในร่างเดียวกันดังปรากฏในพระไตรปิฎกว่าอุภโตพยัญชนกคนหนึ่งได้บวชในสำนักภิกษุเธอเสพเมถุนธรรมในสตรีทั้งหลายด้วยปุริสนิมิตของตนบ้างให้บุรุษอื่นเสพเมถุนธรรมในอิตถีนิมิตของตนบ้างภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลายอนุปสัมบันคืออุภโตพยัญชนกภิกษุไม่พึงให้อุปสมบทที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย

การห้ามอุภโตพยัญชนะบวชยังเป็นกลุ่มที่ไม่มีข้อโต้แย้งแต่ในส่วนของบัณเฑาะก์กรอบของการให้ความหมายดังปรากฏในพจนานุกรมศัพท์พุทธศาสน์ที่ว่าบัณเฑาะก์คือกะเทยคนไม่ปรากฏว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิงได้แก่กะเทยโดยกำเนิดชายผู้ถูกตอนที่เรียกว่าขันทีชายมีราคะกล้าประพฤตินอกจารีตในทางเสพกามและยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้นหรือในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายทำนองเดียวกันดังนั้นในสภาพของการรับรู้ในสังคมไทยในทัศนะผู้เขียนบัณเฑาะก์กะเทยเกย์ตุ๊ดแต๋วจึงน่าจะถูกนิยามอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งหมายถึงเป็นกลุ่มที่ต้องห้ามตามวินัยบัญญัติในทางพระพุทธศาสนาแต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนท่าทีต่อประเด็นเหล่านี้เปิดกว้างมากขึ้น