เต้นก็ไปสวรรค์ นิพพานได้

    http://learners.in.th/blog/botkvam/241755    เป็นของโมโนย พจน์       

               งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาควรเป็นอย่างไร  ?  มีมุมที่น่าสนใจอยู่กรณีหนึ่งที่ผู้เขียนเคยไปชมการแสดงละครเวที ในชื่อที่มีเอกลักษณ์ว่า “Dancing to Nivarana  ทำให้ต้องกลับมาคิดว่า พระพุทธศาสนาในโลกอนาคต กับภาระงานในการหยิบจับพุทธธรรม ไปสู่สาธารณะควรเป็นอย่างไร  อยู่ในแบบเดิมอย่างคลุมเคลือรอคนมาขุดค้นเหมือนขุมทรัพย์ของกษัติรย์ฟาโร หรือว่าหยิบจับสอดประสานเข้าไปกับทุกเรื่องราวของมนุษย์ที่มีอยู่บนโลกนี้กันเล่า ?

                เพราะเท่าที่ผ่านมาต้องกระทำโดยพระภิกษุสงฆ์สูงวัยหน่อย มีชื่อเสียง เพราะอยู่มานาน  พาสังขารที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน  มาออกทีวีหรือวิทยุบ้างตามแต่โอกาส เพียงพอแล้วกระนั้นหรือกับงานเผยแผ่  หรือการหยิบยื่นพุทธธรรมสู่สาธารณะ ผู้เขียนเองบ่อยครั้งก็สงสัยสัยว่าให้ตายเถอะมันหมดคนแล้วหรือ ?  ผู้เขียนไม่ได้มองว่ามันผิดแต่มองว่ามันควรจะมีวิธีการอื่นด้วยหรือไม่ ? นอกเหนือจากที่มี  ส่วนใครจะทำ รับผิดชอบ หรือเริ่มตรงไหนอย่างไร ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกัน

                การที่แม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต พูดถึงครอบครัวเป็นสุข มีกลุ่มเป้าหมายคือครอบครัวและสตรี    ภิกษุณี ธรรมนันทา (ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) กับงานแสวงหาสิทธิสตรีกับพื้นที่ทางศาสนา ศ.สิวลักษณ์กับภาพลักษณ์ปัญญาชนชาวพุทธ หรือรวมไปถึงหลวงพ่อพุทธทาส พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กับภาระงานพุทธธรรมเพื่อสันติภาพ ทำไมได้รับการยอมรับในเวทีสากลวงกว้าง เพราะท่านพูดทุกเรื่องในสิ่งที่ชาวบ้านเขารู้ แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างทางเลือกกับเรื่องเหล่านั้น ด้วยการบอกว่าเรื่องนั้นดี แต่พุทธธรรมบอกไว้อย่างนี้ ประหนึ่งรู้ในสิ่งที่เขารู้ และก็รู้ในสิ่งที่เป็นของ “พุทธะ” ด้วย จึงเป็นเหตุผลที่สำคัญและน่าสนใจของผู้ศึกษาพุทธศาสนาผ่านท่านที่ยกมาเหล่านี้  ในมุมนี้เหตุผลที่ต้องการอธิบายเน้นเรื่อง “วิธีการ” เผยแผ่ศาสนาเป็นด้านหลัก

                การที่ยกเรื่องระบำนิพพาน ละครเวที ที่กำกับการแสดงโดยอาจารย์พรรณศักดิ์ สุขี   ของภาควิชาศิลปการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเคยจัดแสดงที่ประเทศสาธารณรัฐเซ็ก สิงคโปร์ และโรงละครมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยแก่นแกนของเรื่องเป็นการส่งสาส์นแห่ง “พุทธะ” ในมิติของละครเวที ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าการหยิบส่งพุทธธรรมสู่สาธารณะมีได้หลายวิธี เพียงแต่ว่าจะสื่อสารกับคนกลุ่มไหน  อย่างไร และใช้อะไรเป็นสื่อ ทำให้ต้องย้อนกลับมาถามคำถามสั้น ๆ ว่า กลุ่มแกนหลักที่อยู่ในฐานะ “นำ” พระพุทธศาสนาเชิงโครงสร้างอยู่ในปัจจุบันนี้ต้องคิดใหม่และจะทำอย่างไรกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอนาคต  ?

                ผู้เขียนเชื่อว่าการหยิบจับพระพุทธศาสนาในมิติที่หลากหลาย แนะนำไปสู่สังคมน่าจะได้ผลดีในภาพกว้าง  และมุมลึกด้วย มันเหมือนกับเป็นวิธีการหั่นซอยให้แทรกซึมไปทุกสถานที่และสถานการณ์ ถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น การที่เราจะยึดกุมศรัทธา และความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ต้องทำละเอียดและซึมเข้าไปได้ ไม่เช่นนั้นก็คงเหมือนข้าวเปลือก ที่เหมาะกับเป็ดไก่  แต่ไม่ได้แปรไปเป็นข้าวสำหรับหุงให้คนกิน เป็นแป้งให้ฝรั่งนำไปทำขนมปังได้  ในความหมายก็คือแปรสภาพให้สอดรับกับความหลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งตอบสนองต่อสมาชิกในภาพกว้างได้ด้วย แต่ที่มาก็ยังชัด คือ “พุทธธรรม”

                เหมือนการสี่อคำว่า “สุญญตา”  โดยภาพวาดภาพเดียวของหลวงพ่อพุทธทาส ที่โรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์  การสื่อสารความสงบด้วยพุทธศิลป์แบบอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และคณะที่วัดพุทธประทีป ประเทศอังกฤษ และวัดร่องขุน จ.เชียงราย  ระบำนิพพานที่พูดถึงก็เป็นการสื่อโลกทัศน์ทางศาสนาต่อสาธารณะได้ รวมไปถึงละครทุกเรื่องที่ปรากฏในสื่อทีวีไทย ล้วนสะท้อนโลกทัศน์ทางศาสนา กรรมดี กรรมชั่ว เป็นต้น ดังนั้นภาระงานต่อไป จึงน่าจะกลับมาคิดที่ว่า ในเมื่อโลกทัศน์ทางศาสนาจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ การหยิบจับโลกทัศน์เหล่านี้จะมีช่องทางอย่างไร หรือวิธีการอะไร ที่จะใช้ในการสื่อสารกับมนุษย์ในภาพรวมได้ รวมทั้งเป็นระบบมากกว่านี้  

                ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีการเดิม ไม่ใช่ศาสนาเพียว เพียว แต่ทำอย่างไรให้มันสอดคล้องกับมิติของชาวโลกมากยิ่งขึ้น โดยไม่เสีย “ภาวลักษณ์แบบพุทธธรรม” แต่ประการใด จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าในอนาคตเราจะทำอย่างไรกับพุทธศาสนาในยุคข้อมูลข่าวสาร ในยุคของวัฒนธรรมเชิงโครงสร้างอ่อนแอ  ให้กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ในการใช้ชีวิตแบบมีพุทธธรรม ที่จะทำให้คนยังรู้สึกว่าการไปวัดก็จำเป็น  แต่ถึงไม่ไปวัดพุทธธรรมก็เดินไปหาเขาและมีอยู่ในทุก ๆ ที่ ผู้เขียนคิดว่านั้นคือปรากฏการณ์ใหม่ที่ต้องทำและกำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นเราในฐานะเป็น “ผู้นำ” ทางจิตวิญญาณจะทำอย่างไร ที่จะหยิบยื่นพุทธธรรมให้แทรกไปในทุกที่ ตามความจำเป็นและความสนใจ

                การเขียนนี้ผู้เขียนมองเรื่องงานเผยแผ่เป็นหลัก เป้าหมายคือทำอย่างไรก็ได้ให้มุมมองของพุทธธรรม หรือโลกทัศน์แบบชาวพุทธไปอยู่ในวิถีคิดของชาวพุทธ หรือทุก ๆ ชาว เพื่อให้เขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจชีวิต บนฐานคิดที่ถูกต้อง และมีหลักในการคิดอย่างเปรียบเทียบ โดยผ่านการหยิบจับในมุมที่เขาต้องการและเป็นตัวของเขาเอง ผ่านการซ่องเสพมุมที่เขาเหล่านั้นอยากเสพ ดังนั้น “พุทธธรรม” จึงต้องถูกออกแบบที่รองรับกับความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่ต้องไปวัดฟังธรรม นั่งสมาธิ ผู้เขียนไม่ได้ท้วงว่าไม่ถูก แต่อยากให้มีการออกแบบที่หลากหลายสอดคล้องกับความเป็นปัจเจกมากที่สุด เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้ไม่หลุดไปจากวงโคจรทางศาสนาอย่างไรเล่า

                เอาน่าช่วยกันลอง “เปลี่ยน” เรามีกฏไตรลักษณ์ที่สอนให้ชาวพุทธเปลี่ยน แต่เรา ๆ ไม่ยักจะเปลี่ยนอะไรให้เป็นมุมใหม่บ้างเลยเหรอ                

ลองเปลี่ยนดู แล้วช่วยกันทุกอย่างจะเป็นไปในทางที่ดี….!!!

                ระบำก็ไปนิพพานได้ วาดรูปก็ไปนิพพานได้   วิ่งก็ไปนิพพานได้  ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ขอเพียงเรารักที่จะทำงานในการสื่อสาร “ภาวะพุทธะ” ให้คนเข้าใจ  เมื่อเขาเหล่านั้นเข้าใจพุทธธรรมแล้ว หรือหันมาสนใจ นำไปปฏิบัติแล้ว จะยืน เดิน นั่งนอน หรือในอริยาบถใด  ก็ไปสวรรค์ นิพพานได้เหมือนกัน คงไม่ไปนรกกันเสียหมดหรอกกระมัง

                การที่พระพุทธเจ้าเปรียบพระองค์เองเป็นช่างหม้อ เพื่อสอนช่างหม้อ หรือให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของชาวอินเดียโบราณ การที่พระองค์เปรียบพระองค์เป็นชาวนา เพื่อสอนชาวนา (กสิภารทวาชสูตร)การที่พระองค์สอนพราหมณ์ไหว้ทิศในแอบฮินดูเพื่อสอนทิศในแบบพุทธ (สิงคาลกสูตร) หรือจะสอนนักดนตรี ก็ยกดนตรีมาสอนธรรมตามอย่างชาวพุทธ (โสณโกฬิวิสวัตถุ) โดยความหมายเหล่านี้กำลังต้องการชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเมื่อจะสอนธรรมอย่างใด ก็ปรับให้สอดคล้องกับสภาพของความเป็นจริงของฐานความรู้ของเขาเหล่านั้นเราศิษย์ของท่านในชั้นหลังตั้งสองพันกว่าปีจะไม่พัฒนาวิธีการกันบ้างหรือ  ?  ก็เท่านั้นเอง หรือในอีกความหมายสื่อเรื่องที่เขารู้ โดยอาศัยจากฐานความรู้ของเขาเหล่านั้น มันจะง่ายต่อการหยิบจับพุทธธรรมให้เขาเหล่านั้นหรือไม่   ?