เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรโยนก มีนักวิชาการหลายท่านแสดงความเห็นว่าเป็นอาณาจักรที่มีอยู่แต่ในตำนาน ไม่มีตัวตนในความเป็นจริง เนื่องด้วยไม่สามารถค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีใด ๆ ที่พอจะยืนยันความมีตัวตนของอาณาจักรโยนกได้ แต่หากตั้งสมมุติฐานว่าที่ตั้งของอาณาจักรโยนกที่มีการกล่าวถึงในตำนานคือบริเวณที่ราบลุ่มแม่จัน แม่สาย และเชียงแสน บริเวณดังกล่าวเราปฏิเสธไม่ได้ว่าได้มีการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยการค้นพบเครื่องมือหินกะเทาะบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง และพบเครื่องมือหินขัดในบริเวณที่ราบลุ่มอันมีแหล่งโบราณคดีกระจายตัวอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการมีมนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นักวิชาการบางท่านแสดงความคิดเห็นว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความล่าหลังกว่าบริเวณอื่นในประเทศไทย อันเนื่องมาจากที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากทะเล โดยความเจริญในอดีตนั้นมีการแพร่กระจายมาจากเส้นทางคมนาคมทางทะเลเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงทำให้ความเจริญจากแหล่งอารยธรรมภายนอกเข้าถึงพื้นที่ได้ยากและช้ากว่าบริเวณอื่นๆ จำทำให้มีวัฒนธรรม และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ค่อนข้างจะล่าหลังจึงสามารถพบเครื่องมือหินในบริเวณนี้จำนวนมาก พื้นที่แห่งนี้ได้มีเอกสารทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงกลุ่มชนที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้แก่ พงศาวดารโยนก และตำนานสิงหนวัติกุมารได้ระบุว่ามีชาวโยนกได้อพยพลงมาจากทางทิศเหนือ และนำความเจริญเข้ามายังบริเวณนี้ โดยได้ร่วมกับชนพื้นเมืองในการก่อตั้งอาณาจักรขึ้นมา และเรียกว่า โยนกนาคพันธุ์บุรีสรีช้างแสน หากวิเคราะห์ดูชื่ออาณาจักร จะปรากฏว่ามีนำชื่อของกลุ่มชนสองกลุ่มรวมกัน ได้แก่ กลุ่มชนชาติโยนก
(คำว่า “โยนก” หมายถึง ..กลุ่มชนที่มาจากที่อื่นที่มีความเจริญรุ่งเรืองกว่า..) …. และ กลุ่มชนชาติ นาค (คำว่า “นาค” หมายถึง …กลุ่มชนพื้นเมืองที่มีอารยธรรมที่ล้าหลังกว่ากลุ่มพวกโยนก และกลุ่มชนชาตินาคนี้อาจจะไม่ได้หมายถึง พวกนาคเพียงพวกเดียว แต่อาจจะรวมถึงกลุ่มชนอื่น เช่น ลัวะ ข่า ขมุ ที่มีอารยธรรมด้อยกว่ากลุ่มพวกโยนก..)
การอพยพของชาวโยนกลงมาตั้งถิ่นฐานและอาณาจักรในครั้งนั้น ในพื้นที่เดิมมีกลุ่มชนที่ปกครองดูแลพื้นที่อยู่ก่อนแล้วได้แก่พวกขอม แห่งเมืองสุวรรณโคมคำ แต่เมืองสุวรรณโคมคำได้ล่มสลายลงไปเนื่องด้วยจากภัยธรรมชาติน้ำโขงได้กัดเซาะตัวเมืองพังเสียหายอย่างหนัก พวกขอมก็ได้อพยพไปอยู่ที่เมืองใกล้เคียงซึ่งอยู่ทางต้นน้ำกกขึ้นไป ได้แก่เมืองอุโมงคเสลา ซึ่ง คำว่า “ขอม” ในที่นี้มีความเห็นจากนักวิชาการแบ่งเป็นสองประเด็นดังนี้ ประเด็นแรก หมายถึง พวกชนชาติขอม หรือเขมรที่อยู่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบันเดิมมีความเข้มแข็งขยายอิทธิพลขึ้นไปถึงตอนใต้ของจีน ประเด็นที่สอง หมายถึง พวกที่อยู่ทางตอนใต้ไม่ได้หมายถึง ชาวขอมที่เป็นอาณาจักรขอมไม่ แต่ทั้งสองประเด็นนั้นก็ยังหาข้อสรุปยังไม่ได้ว่า ขอม นั้นหมายถึงพวกใด แต่มีสิ่งที่ตรงกันอยู่ที่ว่าก่อนที่พวกโยนกจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานมีการรวมกลุ่มก่อตั้งบ้าน เมืองขึ้นมาในบริเวณนี้ก่อนแล้ว
สำหรับความมีตัวตนของอาณาจักรโยนก นักวิชาการหลายท่านที่ได้มาสำรวจบริเวณที่ได้สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของราชธานีอาณาจักรโยนกทั้งบริเวณคูคันดินในตัวอำเภอแม่สาย เมืองโบราณเชียงแสน เวียงปรึกษา หรือ บริเวณเวียงหนองหล่ม ต่างกล่าวว่าโบราณวัตถุที่พบนั้นอายุไม่น่าจะแก่ไปกว่า พุทธศตวรรษที่ ๑๙ แต่มีสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจที่ยังไม่ได้รับการขุดค้นเพื่อหาความจริง ตามหลักวิชาการมีเพียงแต่การเดินสำรวจ ได้แก่บริเวณเวียงหนองหล่ม ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของอาณาจักรโยนก สภาพของพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีการค้นพบซากโบราณสถานที่ และแหล่งโบราณคดีจำนวนมากทั่วบริเวณ บางแห่งอยู่ตามสันดอนกลางน้ำ ในแต่ละแห่งจะพบเศษโบราณวัตถุ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ปะปนอยู่ด้วยกัน จึงทำให้เชื่อว่าบริเวณนี้น่าจะมีผู้อาณาอยู่กันอย่างต่อเนื่องยาวนาน เนื่องด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่ชุ่มน้ำทำให้เป็นสิ่งดึงดูดผู้คนมาตั้งหลักแหล่งบริเวณนี้ เมื่อจำนวนเพิ่มมากขึ้นก็ได้พัฒนาไปสู่ชุมชนเมือง และอาณาจักรต่อไป บริเวณแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ผู้เขียนให้ความสนใจศึกษาหาคำตอบถึง พื้นที่นี้ที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโยนก ที่ระบุในพงศาวดารโยนก หรือในตำนานสิงหนวัติกุมารหรือไม่
ข้อความที่กล่าวในพงศาวดารโยนก หรือตำนานสิงหวติกุมารมักไม่เป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ เนื่องด้วยความอ่อนด้อยในเรื่องของระยะเวลาที่ระบุในเอกสารซึ่งกล่าวไปไกลเกินความเป็นจริง โดยปัจจุบันยังหาหลักฐานใดมายืนยันความเก่าแก่ตามเอกสารระบุได้ จนทำให้ดูเหมือนเรื่องที่กล่าวถึงไม่เป็นความจริง และชื่อสถานที่ที่ระบุในเอกสารยังหาหลักฐานมายืนยันความมีตัวตนที่แน่ชัดยังไม่พบ จึงทำให้เอกสารทั้งสองมักถูกมองข้ามไป แต่เมื่อมองเอกสารดังกล่าวอีกมุมหนึ่ง จะมีคำถามเกิดขึ้นว่า ผู้แต่งหรือเขียนเอกสารทั้งสองนี้ได้เอาเค้าโครงเรื่องดังกล่าวมาจากไหน ทำไมถึงเขียนเล่าได้อย่างละเอียด ระบุระยะเวลาอย่างชัดเจน เมื่อแยกเอาการกล่าวถึงอิทธิปาฏิหารย์ออก และลองเทียบเคียงระยะเวลาโดยใช้การคำนวณตามแบบของท่าน อ.มานิต วัลลิโภดม ผู้เรียบเรียงตำนานสิงหนวติกุมารฉบับสอบค้น เรื่องราวต่าง ๆ ก็จะดูปะติดปะต่อกันขึ้นมา เพราะเมื่ออาณาจักรโยนกนครได้ล่มสลายในปี พ.ศ. ๑๕๕๐ ได้มีการตั้งเวียงปรึกษาขึ้นมา และประชาชนเลือกตั้งขุนมาปกครองบ้านเมือง จนถึง พ.ศ. ๑๖๓๘ ต่อจากนั้นได้มีการกล่าวในพงศาวดารโยนก ว่ามีการก่อตั้งอาณาจักรหิรัญนครเงินยางขึ้นมาโดยรวบรวมบ้านเมืองที่แตกสลายตัวของอาณาจักรโยนกขึ้นมาใหม่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ลาว หรือ ดาว จนมาถึงสมัยของพ่อขุนมังราย แห่งราชวงศ์ลาว ซึ่งได้สถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นมา และย้ายศูนย์กลางอำนาจจากลุ่มแม่น้ำกกมาสู่ลุ่มแม่น้ำปิง ความเชื่อมโยงของอาณาจักรโยนก อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง และอาณาจักรล้านนานั้น ยังจำเป็นจะต้องศึกษาโดยละเอียดรอบคอบถึงความเกี่ยวเนื่องเพื่อให้เข้าถึงข้อเท็จจริงต่อไป
บทความที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการสอบทานเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรโยนนคร โดยใช้พงศาวดารโยนก ของ พระยาประชากิจกรจักร์ เป็นหลักและใช้เอกสารอื่นสอบทาน ดังนี้
๑. ตำนานสิงหนวติกุมาร ของ มานิต วัลลิโภดม
๒. ตำนานเมืองเชียงแสน ของ พระธรรมวิมลโมลี
๓. ตำนานโยนกนาคนครไชยบุรีสรีช้างแส่น กล่าวถึงพระเจ้าพรหมมหาราช มหาราชองค์แรกของชนชาติไทย ของ สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
ถ้อยคำและสำนวนที่ใช้ยังคงตามแบบของต้นฉบับเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้บางคำ หรือบางประโยคนั้นฟังอาจจะไม่คุ้นเคย
........................
คราวหน้าจะต่อด้วยการล่มสลายของอาณาจักรโยนกนะครับ
ก้อดี
อยากรู้คำศัพท์เกี่ยวกับพงศาวดารโยนก
มีสั้นกว่านี้มั้ยคะขอสั้นๆๆนะต้องเอาไปทามรายงาน
อยากรู้ความคืบหน้าการ ค้น พบของอณาจักรโยนกเชียงเเสน
รักพี่กิ๊ก
ก้อดีนร๊ด๊ายความรุ๊ใหม่ๆเยอะมาก
ดีเหมือนก๊นด๊ายความรุ๊มั๊กมั๊ย
หนูอยากรู้ว่าหนังสือพงศาวดารนี้เขียนเมื่อปีใด แล้วใครเขียน
อ่ะค่ะ ช่วยหน่อยนะคะ
ไห้มันสั้นกว่านี้นะ