หัวข้อข้างบนเป็นชื่อของการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ๒๕๕๒ (Prince Mahidol Award Conference 2009 : Mainstreaming Health into Public Policies)    ซึ่งจัดประชุมระหว่างวันที่ ๒๙ – ๓๐ ม.ค. ๕๒ ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส ปาร์ก   ซึ่งอ่านรายละเอียดได้ที่นี่

          การประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จัดทุกปีในสองวันถัดจากวันพระราชทานรางวัล ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนประสูติของสมเด็จพระบรมราชชนก (ประสูติวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๓๕)    ซึ่งปีนี้พระราชทานรางวัลในวันที่ ๒๘ ม.ค.   มีผู้ได้รับรางวัล ๓ ท่าน (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่)

          มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ดำเนินการเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของมนุษยชาติ ตามรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมราชชนก   เมื่อถึงสัปดาห์สุดท้าย ผมก็จะรู้สึกปลาบปลื้มใจ ที่ตนเองมีบุญ ได้รับความไว้วางใจให้รับใช้เบื้องพระยุคลบาท โดยทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ และประธานคณะกรรมการจัดการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล    ในลักษณะที่แปลกมาก คือ เป็นประธานที่ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ    แต่มีคนที่มีความรู้จริงจำนวนมากมาช่วยกันทำงาน    ผมคิดว่าการทำงานแบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   สมเด็จพระบรมราชชนก   และสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ    การได้ทำงานในลักษณะแปลกเช่นนี้เป็นการเรียนรู้สำหรับผมอย่างยิ่งยวด

          ยิ่งหัวข้อการประชุมปีนี้ ยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผม   เพราะเป็นหัวข้อที่เข้าใจยาก จัดประชุมยาก และผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ต้องไม่ใช่คนจาก health sector    ทำให้การจัดการประชุมเป็นเรื่องท้าทาย   ผมติดตามดูคณะ secretariat ของการประชุมซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมดแล้วก็บอกตัวเองว่า คนไทยเราเก่งถึงขนาดจัดการประชุมยากๆ เช่นนี้ได้เชียวนะ

          ความยากอยู่ที่ต้องไม่ใช่แค่จัดการประชุม แต่จะต้องเข้าใจลึกซึ้งเข้าไปในสาระของการประชุม    และสังเคราะห์รายงานการประชุม   เอาผลการประชุมไปเคลื่อนต่อได้   ซึ่งผลการดำเนินการ ๒ ครั้งที่แล้ว บอกผมว่าทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย

          PMA Conference ได้ช่วยยกระดับฐานะความเชื่อถือต่อประเทศไทยจากนานาประเทศ   ทำให้นักการสาธารณสุขไทยมีบทบาทเด่นในวงการสาธารณสุขระหว่างประเทศยิ่งขึ้น   ผมเกิดความคิดว่า เราน่าจะจัดให้มีการวิจัยประเมินผลกระทบของ PMA Conference ว่ามีผลกระทบด้านใดบ้าง มากน้อยเพียงใด   ยิ่งนับวันผมก็ยิ่งมองว่า การทำอะไรที่ต้องใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์สูง ต้องใช้การวิจัยประเมินผลกระทบเป็นตัวช่วย   และทีมวิจัยต้องตาแหลมมองลึกจริงๆ

          หัวข้อการประชุมข้างบน เตือนสติเราว่า โครงการที่มีการอ้างผลดีต่างๆ นานา นั้น   หลายโครงการดีเพียงบางด้าน   แต่ก่อผลลบต่อสุขภาวะของผู้คนจำนวนมาก   ดังตัวอย่าง Green Revolution ด้านการเกษตร   ทำให้การเกษตรเป็นการเกษตรแห่งสารพิษ   ทำลายสุขภาพของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค   รวมทั้งก่อมลภาวะกระจายพิษไปทั่วผ่านการชะล้างพิษลงน้ำ    โครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายสาธารณะที่ผิดพลาด ก่อผลลบต่อสุขภาวะของคนในพื้นที่อย่างร้ายแรง

วิจารณ์ พานิช
๒๖ ม.ค. ๕๒