ควรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้พืชผักก่อนเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการรบกวนของโรค/แมลงต่างๆ

วันนี้ผู้เขียนขอนำเกร็ดความรู้ที่ได้จากพี่วาสนา  สีพิณ  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านคลองอ้อม อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาฝาก ด้วยภูมิปัญญาบวกกับความรู้ที่เสาะหาเพิ่มเติมของพี่วาสนา ในการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ มีดังนี้ค่ะ

1. การเสริมสร้างและป้องกัน  หมายถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้พืชผักนั่นเอง โดยการเตรียมดินให้ดีด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และในช่วงที่ผักเริ่มมีการเจริญเติบโตก็บำรุงด้วยน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุ สารอาหารที่พืชต้องการ โดยน้ำหมักก็ควรมีใช้ให้หลากหลาย เช่น น้ำหมักจากเศษปลา น้ำหมักจากเศษพืชผัก เป็นต้น ซึ่งพี่วาสนา บอกว่าควรใช้น้ำหมักทั้ง 2 ชนิดสลับกัน เพื่อให้พืชผักได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลย์ เหมือนกับคนเราที่จำเป็นต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่

การเสริมสร้างภูมคุ้มกัน เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน

พี่วาสนา ทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มาก

2. การรักษา  เมื่อเกิดโรค หรือ แมลงรบกวนก็ต้องได้รับการรักษาให้ทันท่วงที เพราะการปลูกผักโดยเฉพาะผักกินใบและผักกินหัว จะมีปัญหาเรื่องนี้มาก ซึ่งพี่วาสนา ก็มีการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ตามสาเหตุ ดังนี้ค่ะ

หมั่นตรวจตรา สังเกตุการรบกวนของโรค / แมลงต่างๆ

   (1) หนอนใยผัก  เป็นศัตรูของผักกินใบและผักตระกูลกะหล่ำ  เมื่อพบเจอปัญหานี้ ให้ใช้เชื้อ B.T. ( เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถฆ่าหนอนใยผักได้ แต่ไม่เป็นอันตรายกับคน ) ซึ่งในระยะแรกที่ใช้อาจเห็นผลช้า แต่พี่วาสนายืนยันว่าได้ผลดีจริงๆ ค่ะ

   (2) หมัดกระโดด  ศัตรูสำคัญของผักกินใบเช่นกัน ให้ใช้หัวน้ำส้ม (น้ำส้มสายชู 100 % ) ในปริมาณ 50 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่น

   (3) เพลี้ยไฟ  ใช้น้ำส้มควันไม้ในอัตราส่วน 50 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่น

   (4) เพลี้ยและแมลงอื่นๆ  ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย ในอัตราส่วน 1-2 ก.ก. ต่อน้ำ 5 ลิตร โดยแบ่งน้ำออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่1 จำนวน 5 ลิตรผสมกับเชื้อราบิวเวอร์เรีย ทำให้เชื้อราหลุดจากเมล็ดข้าวโพดแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นผสมกับน้ำส่วนที่เหลือ และผสมสารจับใบเล็กน้อย นำไปฉีดพ่น

โดยการใช้สารชีวภัณฑ์และสารชีวภาพเหล่านี้ ควรใช้ในเวลาเย็นหรือกลางคืน เพราะจะทำให้สาร/เชื้อต่างๆ มีประสิทธิภาพสูงกว่า และในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่หนอนแมลงต่างๆ ออกมาทำลายกัดกินพืชผักอีกด้วย จึงสามารถทำลายได้ตรงตัว เห็นผล และไม่สิ้นเปลือง  สำหรับความถี่ในการใช้สารเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา ซึ่งสามารถใช้ได้บ่อยๆ เพราะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่เกิดพิษภัยต่อเกษตรกรเองและผู้บริโภคอีกด้วย

กะหล่ำปลีที่ว่าดูแลยาก แต่ที่นี่ไม่มีปัญหาและไม่ได้สัมผัสกับสารเคมี

อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรสามารถสร้างภูมิคุ้มกันกับพืชผักให้แข็งแรงสมบูรณ์ ก็สามารถต้านทานการเกิดโรค หนอน แมลงมารบกวนได้ในระดับหนึ่งด้วยค่ะ