ผมได้มีโอกาสเข้าฟังการนำเสนองานวิจัย เรื่องการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยการจัดการความรู้จาก Explicit knowledge ของอาจารย์ท่านหนึ่งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัยชิ้นนี้ดีมาก องค์ความรู้ที่ท่านถอดออกมา เป็นเรื่องของการให้วัคซีนคุณธรรมจริยธรรม ทั้งแบบหยอดตา (นำบทความ หนังสือหลักธรรมะ มาให้อ่าน) แบบให้กิน (ลงมือปฏิบัติตามกฏ กติกาของสังคม เข้าค่ายธรรมะ การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น) และแบบฉีด (อุทิศตนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บวชพระ บวชชี) อย่างไรก็ตามควรจะได้มีการจัดการความรู้จาก Tacit knowledge จะเกิดประโยชน์มากขึ้นครับ.........

       ในกาลแห่งวัตถุนิยม วัคซีนที่ใช้กันในปัจจุบันมีน้อย และหมดอายุ หรือไม่มีโปรแกรมการให้วัคซีน หรือไม่สามารถให้วัคซีนได้ ทำให้เรื่องคุณธรรมจริยธรรมนับวันจะเป็นเพียงรูปธรรมที่ไร้ใบเสร็จ ไร้หลักฐาน หรือมีใบเสร็จหรือหลักฐานก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ทำให้คนสมัยนี้ไม่สนใจเรื่องวัคซีนคุณธรรมจริยธรรม ประกอบกับนโยบายของรัฐกลับให้การสนับสนุนในเชิงไม่สร้างสรรค์ ทำให้เร่งกระแสความเสื่อมโทรมมากขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น การให้เงินกู้เรียนหนังสือ จะเป็นการกู้แบบผ่อนส่งประเภทไหนก็แล้วแต่ คงจะมองให้แง่ "การให้คนไทยได้เรียนหนังสือ" ไม่มีผู้รับคนใดบอกว่าเป็นนโยบายที่แย่มาก แต่ขาดการใคร่ครวญในเรื่องผลกระทบในด้านอื่น วัฒนธรรมที่ดีงามในสถาบันครอบครัวเสื่อมสลาย อาทิ ความกตัญญูรู้คุณบุพการี  การได้มาซึ่งความสามารถแห่งตน เป็นต้น อย่างนี้น่าจะให้เงินเรียนฟรีไปเลย) ข้อความส่วนนี้อาจจะมีผู้อ่านบางท่านโต้แย้ง ก็ลองหาข้อมูลเชิงลึกดูนะครับ.......... 

       การจัดการความรู้เรื่องคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา จึงเป็นแผนงานที่ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาจะต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติคุณธรรมจริยธรรมที่ดีเลิศ (Best practice of Tacit knowledge) และยังนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแห่งตนที่ได้นำ Best practice มาแลกเปลี่ยน (Sharing) นำไปสู่แผนปฏิบัติการของฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา และนำไปสู่เครือข่ายคุณธรรมจริยธรรม (CoP) แผ่นดินไทยจะได้ไม่ทรุดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น...........