Day 5       18   Oct.    2008        Aomori City

นั่งรถไฟหลายประเภทจนมาถึงเมืองอาโอโมริเกือบสี่โมงเย็นเห็นจะได้ จองโรงแรม JAL City Aomori ไว้ มีแผนที่เรียบร้อย เห็นว่าโรงแรมแม้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่หนึ่งกิโลเมตรแต่สมาชิกสองคนจากสุราษฏ์มีกระเป๋าเดินทางใหญ่มากสองใบทำให้คงจะลำบากที่ต้องเข็นกระเป๋าไปตามทาง

·         บทเรียนที่หนึ่ง ผู้เขียนควรระบุขนาดกระเป๋าแก่สมาชิกเดินทาง และเขาเองทั้งสองคนควรยึดหลัก Travel light (& good size)

เราจึงไปเรียกแท็กซี่ ยื่นแผนที่ให้คนขับดู คนขับส่ายหน้าพูดภาษาญี่ปุ่น แล้วโบกมือทำท่าทางว่าไม่รู้จัก เรางี้งงไปเลย คือคิดว่าง่ายที่สุดและไม่มีปัญหาแล้วเชียวนาเพราะทุกอย่างชัดเจน แต่แผนที่นั้นเป็นภาษาอังกฤษ ผู้เขียนเลยหาคนที่เดินผ่านแถวนั้นที่หน้าตาดูอินเตอร์หน่อย เจอชายวัยกลางคนมาดเท่ถามเขาว่าเขาพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า พอเขาตอบว่าได้ ก็ขอให้เขาดูแผนที่ที่เรามีแล้วอธิบายกับแท็กซี่ให้ เขาก็ช่วยตามที่เราขอ เราต้องใช้แท็กซี่สองคันขับตามกันไป  

นึกว่าสบายแล้วเชียวนา ปรากฏว่าแท็กซี่ขับพาตรงไปเรื่อยๆ ไม่ถึงซักที ทำไมหนึ่งกิโลจึงไกลนัก เราพากันเลิ่กลั่กแบบหมดปัญญาว่าจะไปถึงไหนนะเนี่ย ในที่สุดแท็กซี่พาเราไปจนถึงสุดแดนต่อไปก็ทะเลแล้วค่ะ ตาแก่เลี้ยวเข้าไปจอดหน้าโรงแรม Grand Aomori City ซึ่งหรูมาก มิไยเราพยายามอธิบายว่าพามาส่งผิดที่แล้วนะ แต่คนขับไม่ฟังเสียงใดๆ แกจอดรถแล้วจับกระเป๋าเราวางกับพื้นอย่างไม่ปราณีปราศรัย แล้วออกรถไปทันที ผู้เขียนรอรถเพื่อนอีกคันมาถึงก็โดนอย่างเดียวกัน ไม่เป็นไรค่ะ ท้าทายการแก้ปัญหา รับรองว่าอย่างไรเราไม่พักที่นี่แน่ๆ เพราะเราจ่ายเงินค่าที่พักที่ JAL City Aomori ไว้แล้ว

·         บทเรียนที่สอง แผนที่ควรเตรียมเป็นภาษาญี่ปุ่นไว้ด้วยจะดีกว่า

 ผู้เขียนเดินเข้าไปที่ในโรงแรมหรูนี้และขอให้พนักงานหนุ่มหน้าตาใจดีช่วย เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากด้วย เขาช่วยออกมาเจรจากับแท็กซี่หน้าโรงแรมให้ไปส่งเราให้ถูกโรงแรม เสียค่าแท็กซี่สองต่อเลยเรา

 ผู้เขียนหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่สติทำให้ออกจากอารมณ์หงุดหงิดอย่างรวดเร็ว คิดว่าโชคดีที่เราแก้ปัญหาได้ง่าย มาเที่ยวอย่างเราที่ไม่มีใครพูดภาษาญี่ปุ่นได้สักคน ปัญหาอย่างนี้เรื่องเล็ก และถึอว่านั่งแท็กซี่ชมเมืองก็ดีเหมือนกัน ดูๆเป็นเมืองพัฒนาใหม่ที่เงียบๆ ไม่มีเสน่ห์เลย

 แท็กซี่คันใหม่พาเรามาถึงโรงแรมของเราอย่างถูกต้องปลอดภัย  

เส้นทางที่เราเที่ยวกันนี้ ส่วนใหญ่ได้อ่านจากหนังสือ “เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยญี่ปุ่น ตอน3 บวกกับค้นในเว็บไซท์ แล้วเรามาดัดแปลง ปรับให้เหมาะกับวัยและความต้องการของพวกเรา คือดูเรื่องที่เที่ยว แต่วิธีการเดินทางและที่พักเราปรับใหม่หมดค่ะ ก็คนเขียนหนังสือเล่มนี้เขาเป็นหนุ่มวัยรุ่น เที่ยวคนเดียว อ่านที่เขาเที่ยวแล้วเหนื่อยมาก เห็นเยอะ พักถูก แต่ไกลจากสถานีรถไฟหรือต้องนั่งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินต่อไปอีก แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณที่เขาไปลุยมาก่อน เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเขา

JAL City Aomori เป็นโรงแรมใหญ่ ใหม่ ทันสมัย ห้องพักหรูทีเดียว(โชคดีเราได้ราคาโปรโมชั่นจากอินเทอร์เน็ต) ห้องพักเรามองเห็นวิวสะพานแขวนด้วย เดินไม่ไกลก็ถึงสถานีรถไฟ ผ่านย่านร้านรวงห้างต่างๆเพียบ เอาของเก็บในห้องพักแล้วเราก็ออกสำรวจพื้นที่  

เมืองอาโอโมริ เป็นเมืองหลวงของจังหวัดอาโอโมริ และอยู่ในแคว้นซึการุ(Tsugaru) คือ จังหวัดอาโอโมรินั้นประกอบไปด้วยสามแคว้น ได้แก่ ซึการุ นัมบุ และชิโมคิตะ

อาโอโมริ มีจุดกำเนิดเป็นเมืองมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีทำเลที่ตั้งริมทะเล เหมาะแก่การที่ญี่ปุ่นจะทำการติดต่อค้าขายนั่นเอง โดยในราวสามร้อยกว่าปีมาแล้วผู้ปกครองแคว้นซึการุรุ่นสอง ได้สั่งการให้สำรวจพื้นที่ในการสร้างท่าเรือ แล้วทีมสำรวจก็ได้พบพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมไปด้วยป่าไม้เขียวขจีทั้งปี และทำเลเยี่ยมเหมาะกับการทำท่าเรือประมงและพาณิชย์นาวีอีกด้วย จึงได้พัฒนาพื้นที่ตรงนี้และตั้งชื่อว่า อาโอโมริ ซึ่งแปลว่า ป่าไม้สีเขียวน้ำเงิน

อาโอโมริเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางความเจริญของเขตโทโฮคุตอนเหนือ จึงมีทั้งท่าเรือและสนามบิน ใครอยากมาอาโอโมริทางเครื่องบิน ก็ไปขึ้นเครื่องบินได้ที่สนามบินฮาเนดะ ใช้เวลาบินราวๆ 1 ชั่วโมง 10 นาที (หากนั่งรถไฟรวดเดียวจากโตเกียวจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง) 

วันนี้มีเวลาแค่ช่วงเย็นเราตรงดิ่งจากที่พักไปยังตึกสามเหลี่ยม ASPM ริมทะเลก่อน และตึกนี้มีสวนสาธารณะชื่อ สวนสาธารณะทะเลสีน้ำเงิน (Blue Sea Park) ด้านหน้ามองเห็นท่าเรือ สะพานแขวน Bay Bridge และอ่าวมัตสึสวยงามยามเย็น

 

ตึกASPM นี้เป็นศูนย์กลางสินค้าพื้นบ้านและศูนย์การท่องเที่ยวของจังหวัดอาโอโมริ นับว่าเป็นตึกสำคัญที่ใครๆต้องมา เป็นตึกสูง 15 ชั้น มีทั้งร้านจำหน่ายสินค้าของกินของใช้ หัตถกรรม ที่เป็นของพื้นบ้าน พิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ ห้องประชุมอเนกประสงค์ ภัตตาคาร ห้องชมภาพยนตร์แบบพาโนรามาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด และห้องชมทิวทัศน์

 เรารีบเข้าไปในตึกก่อน ปรากฏว่าร้านค้าก็งั้นๆ และเขาเพิ่งเลิกการแสดงสินค้าของกินพื้นเมือง เก็บชาม เก็บกระจาดกันอยู่ เวลาน้อยเราจึงพากันไปซื้อบัตรขึ้นไปชั้นชมทิวทัศน์ (Observation Lounge) ซึ่งอยู่ชั้น 13 เดินชมได้รอบ เห็นทั้งวิวเมืองและอ่าว ในบัตรเขามีคูปองให้แลกเครื่องดื่มฟรีหนึ่งอย่างด้วย

 

ชมวิวจนพอใจแล้วจึงลงมาเดิน(ให้หนาว)เล่นที่สวนสาธารณะด้านหน้าตึกมีคนมาเดินเล่นและขี่จักรยานมากพอสมควร เดินจนหิว ก็พากันย้อนกลับสู่ถนนสายหลักของเมือง มีเส้นเดียวค่ะ และย่านชอปปิ้งนั้นเขาเรียก Amenity Street หรือแปลได้ว่าถนนสายสำราญเบิกบานใจ มีร้านอาหารไม่มากนักให้เลือก และมีไม่กี่ร้านที่มีรูปประกอบให้เราสามารถสั่งได้ แต่ก็พบร้านหนึ่งได้อิ่ม อุ่นท้อง เดินแวะร้านรวงต่างๆเช่นร้านร้อยเยน ห้างสรรพสินค้าไปสำรวจซุปเปอร์มาร์เก็ตของเขา น่าสนใจมาก หนำใจแล้วกลับไปนอนสะสมพลังเพื่อรายการเที่ยววันพรุ่งนี้

 

 

เรามุ่งมาอาโอโมริกันทำไมหรือ ? จะมาดูอะไรกัน? ติดตามได้ในตอนต่อไปค่ะ