อ.แฟรงค์
นาย ไชยพงษ์ เรืองสุวรรณ

TAXI ใจดี


การทำความดีนั้น ไม่ได้เหนื่อย...ยาก อะไร

การเข้าร่วมประชุมพิจารณาหลักสูตรอบรมครู ที่ผ่านมาในวันที่ 12-14 ม.ค. 52 นั้น นับว่าโชคดีที่เราช่วยกันทำงานหนักจนสำเร็จได้ก่อนเวลาที่ตั้งเป้าเอาไว้ ดังนั้น เมื่อสาระที่เรารับผิดชอบเสร็จสิ้นแล้ว เราก็เลยไปเยี่ยมเพื่อนๆที่ดูแลสาระอื่น แน่นอนครับ ก็คือสาระฟิสิกส์ ซึ่งปีนี้ประชุมที่ สสวท. เลย เราก็เลยจัดการเก็บข้าวของ check out ออกจากโรงแรมที่ประชุมไปสมทบกับทีมงาน

เมื่อเลิกประชุม ทาง สสวท. ก็ใจ ดี จัดรถตู้ออกมาส่งเราที่ปากซอย นัยว่าจะได้ไม่ต้องลากกระเป๋ามาไกล เราก็มากันสี่ชีวิต สี่กระเป๋า เฉพาผมคนเดียวก็ กระเป๋าลากหนึุ่งใบ กระเป๋าคอมพิวเตอร์หนึ่งใบ กระเป๋าเอกสารและอุปกรณ์สนับสนุนอีกหนึ่งใบ โบกแท๊กซีคันแรก ก็จอดเลยครับ บอกจะไปสนามบินดอนเมือง ลุง(แลดูท่านแก่นิดๆ)แกก็ไม่มีปัญหา สมาชิกสามท่านก็ขึ้นนั่งเบาะหลังส่วนกระผมตัวอ้วนสุดก็นั่งเบาะหน้า ซะ เอาประเป๋าใหญ่ไว้ท้ายรถกันแล้ว ก็เอากระเป๋าเอกสารวางก่อนแล้วก็ กระเป๋าคอมพิวเตอร์วางตัก คาดเข็มขัด แล้วก็ไปกัน

ระหว่างทางก็ตามประสาครับ ผมชอบคุยกับคนขัยรถแท๊กซีนะ เพราะได้มีมุมมองและประสบการณ์ มาเล่าสู่กันฟังเยอะดี หลังจากพูดคุยว่าพวกเราจะไปขอนแก่น เที่ยวบินหกโมงเย็น ซึ่งตอนนั้นก็แค่บ่ายสามนิดๆ ก็ทำให้คนขับเบาใจ ไม่ต้องเร่ง แต่เราก็ขอให้จัดทางด่วนให้เพื่อลดความเครียดของคนขับ เผื่อรถจะไม่ติด แหม วันศุกร์เสียด้วย...

สอบถามไปก็ได้ความว่าคุณลุงเป็น dealer ยามาก่อน เคยขับรถไปมาทั่วประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เพิ่งขับรถไปส่งฝรั่งที่ขอนแก่นมา แล้วก็พูดคุยเรื่องอื่นๆไปเรื่อย ข้อดีของการสนทนานี้ก็คือ ไม่มีการพูดเรื่องการเมือง ฮ่า ... คุณลุงขับรถแบบเชิงรับ ไม่ผลีผลาม แหม..เป็นบุญของพวกเราแท้ๆ มาถึงสนามบินดอนเมืองผ่านสองทางด่วนโดยใช้เวลาราว 30 นาที ก็นับว่า ไม่ช้าเลย ค่าโดยสาร 203 บาท แต่ลุงลดให้ เหลือ 200 ก็พอ ผมก็จัดให้ แถมลุงยังสำทับว่า ดูกระเป๋าให้ดีนะ ขืนลืม ลุงเอาไปส่งที่ขอนแก่นไม่ไหวนะ...แหม ลุงแกอารมณ์ขันจริงๆ...

หลังจากลงจากรถมาได้ก็เร่งฝีเท้าเดินเพื่อจะเอากระเป๋าผ่านเครื่องสแกน แต่ แหม รู้สึกตัวเบาๆ เลยถาม "น้องตี้ๆ กระเป๋าเอกสารของพี่ล่ะ" หันไปถามน้องที่มาด้วย ที่ตอนนี้ยืนท้ายแถว "กระเป๋าไหนล่ะพี่" น้องก็ถามกลับมา... แวบแรกในหัวก็คือ ... "ดูกระเป๋าให้ดีนะ"....คำเตือนของลุงพร้อมกับภาพที่ผมเอากระเ๋ป๋าวางใต้เบาะข้างคนขับก่อนขึ้นรถ ภาพมันแจ่มสว่างขึ้นมาในหัวทันที ... เฮ้ย เราลืมกระเป๋าไว้ในรถแท๊กซี ผมรีบบอกทีมงาน พร้อมกับฝากกระเป๋าที่เหลือและพุ่งตัวออกไปที่ลานจอดรถด้านนอกทันที...ลุงแก ไปแล้วครับ... ผมชะเง้ิอมองหาเจ้าหน้าที่ รปภ. ...ไม่มี... อ้าว...มีแต่อยู่ฝั่งตรงข้าม เหินกายข้ามถนนไปด้วยร่างที่อวบอ้วน แล้วก็แจ้งข่าว ... รปภ. ก็ประสานงานในทันที... พร้อมทั้งสอบถาม "รถสีอะไรครับ จำทะเบียนได้ไหมครับ" ท่านๆคงเดาคำตอบออกนะครับ ... แน่นอนครับ "จำไม่ได้ว๊อย" ผมตะโกนในใจ เจ้าหน้าที่ก็พยายามติดต่อประสานงานผ่านวิทยุสื่อสาร และเปิดวีดิโอวงจรปิดเพื่อหาว่าผมลงจากรถหมายเลขอะไร แต่ แหม ยืนหลังกล้องซะนี่ แต่ก็ได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ของ จส.100 และ ร่วมด้วยช่วยกัน มา เพื่อให้ผมลองโทรประสานงานดู ก็เลยโทรไป จส. 100 ครับ แต่ด้วยความที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในการแจ้งเหตุเลยหมุนผิดเบอร์อยู่หลายรอบ ทำให้รู้ว่าเราน่าจะมีหมายเลขฉุกเฉินติดตัวเอาไว้นะ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันในวันข้างหน้า

ข้างในกระเป๋าที่ลืมเอาไว้ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนะครับ มีเสื้อกันหนาวหนึ่งตัว แว่นสายตา(แหม...เลยรู้กันหมดว่าเราสายตาไม่ดี) กระเป๋าปากกา หนังสือปทานุกรมดาราศาสตร์ แหมเพิ่งซื้อเมื่อตอนเช้า มาด่วนจากกันซะแล้ว ก็เลยทำใจครับ ถึงตอนนี้เพื่อนๆที่ำไป check-in ก็มาสมทบ แล้วก็ให้กำลังใจกันใหญ่ประหนึ่งเราสูญเสียญาติไป... ก็นึกขำ ว่าของเหล่านี้สักวันก็ต้องจากเราไป หรือไม่เราก็ต้องจากมันอยู่ดี มานั่งเสียดายไปทำไม หว่า... ทำใจได้ก็เลย เข้าไปที่จุดรอขึ้นเครื่องด้านใน...

จนเวลา 1745 สายการบินก็เรียนเชิญผู้โดยสารขึ้นเครื่อง แหม เห็นคนรีบไปต่อแถวแล้วผมก็นึกยินดีว่า "รีบกันดีเนาะ" ระคนหมั่นใส้ "มันจะรีบไปไหนกันว่ะ ขึ้นไปก่อนแล้วมันถึงขอนแก่นก่อน หรือยังไง" ก็เข้าไปนั่งครับ เราสี่คนก็นั่งแถวเดียวกัน นั่งสงบนิ่งได้สักครู่ เจ้าหน้าที่ก็ประกาศ แต่ผมมัวแต่คุย เพื่อนๆก็เลยบอกว่า "เค้าเรียกพี่แหน่ะ มีคนเอากระเป๋ามาส่งแล้วมังพี่" อ้าว เหอ รีบลุกซะจุกเลย ก็เพราะคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้หน่ะสิ ไปประสานงานกับเจ้าหน้าที่ เพราะเห็นว่าเครื่องกำลังจะออกซะแล้วด้วย เจ้าหน้าที่ก็พาออกไปที่ประตูทางเข้า ประสานงานผ่านวิทยุสื่อสารอย่างรีบเร่ง พร้อมกับพาเราออกไปยังจุดประชาสัมพันธ์ของสนามบิน ไปถึงแค่ประตู ... ภาพที่ผมเห็นคือ คุณลุงแท๊กซี กำลังวิ่งย่องๆมาตามกำลังของท่าน ในมือถือกระเป๋า....ครับ กระเป๋าของผมนั่นเอง.... พอเห็นหน้าผม...ลุงยกมือซ้ายขึ้นมาชี้ผมอย่างตำหนิ...."อย่าทำแบบนี้อีกนะ ... คนแก่ เหนื่อย" ผมไม่อายครับ ยกมือไหว้ เข้าสวมกอดคุณลุงที่ไม่ใช่้ญาติของผม "ลุงบอกผมแล้วว่าให้ดูให้ดี ผมดูไม่ดี เลยต้องทำให้ลุงเหนื่อย ..ผมขอโทษครับ" ผมพูดด้วยความตื้นตัน ไม่ใช่จากควาดีใจที่ได้กระเป๋าคืน แต่ดีใจที่มีคนดีขนาดนี้มายืนตรงหน้า... อารามรีบร้อน ผมลืมที่จะถามชื่อคุณลุง แต่ใบหน้าจำได้ไม่ลืมครับ ผมกลับถามแค่ว่า "จะให้ผมช่วยเหลืออะไรตอบแทนคุณลุงได้บ้างครับ" "ลุงขอค่าทางด่วนกลับมา 35 บาทก็พอ" .... ."ลุงครับ หมดกระเป๋าผมมีสองร้อย รบกวนคุณลุงรับเพื่อเป็นค่าโดยสารของกระเป๋าของผมนะครับ".... "ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ..คนแก่เหนื่อย" ลุงแกกล่าวทิ้งท้ายพร้อมๆกับผมกราบขอบคุณในความปราณีและต้องกลับเข้าห้องโดยสารให้ทัน

ความปลาบปลื้มไม่ได้มาจากการที่ได้ของคืน แต่ได้รับจาก"คนที่ทำงานเพื่อรายได้ อย่างไม่เห็นแก่ได้" และเปี่ยมด้วยน้ำใจ วันนี้ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกเรื่อง และ คณลุงก็ได้ออกกำลังกายกะผมอีกหนึ่งเรื่อง...

หมายเลขบันทึก: 235528เขียนเมื่อ 16 มกราคม 2009 11:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มิถุนายน 2012 10:39 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)
  • เวรกรรม
  • สรุปว่าไม่ได้คืนใช่ไหม
  • มาทักทายอ.แฟรงค์
  • ก่อนครับ

สวัสดีฮะ

ขอบคุณฮะ  seen ได้อ่านบันทึกนี้ แล้วรู้สึกดีๆ มากๆ เลย และ ดีใจด้วยนะฮะ    อิอิ   

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี