ท่ามกลางฝันร้ายของวิกฤติเศรษฐกิจ

ท่ามกลางฝันร้ายของวิกฤติเศรษฐกิจขณะที่รัฐบาลโอบามาร์คภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนในท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ และการหักดิบหักเหลี่ยมทางการเมือง ซึ่งต้นทุนของรัฐบาลที่แทบจะกล่าวได้ว่าอยู่ในขั้นติดลบ และยากจะเป็นความหวังให้กับการแก้ไขวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายลง ทำให้ทุกฝ่ายเริ่มทำใจยอมรับขอเพียงให้ประเทศไทยฝ่าวิกฤติที่กำลังจมปลักอยู่นี้ไปได้ แต่กระนั้น ยังคงเป็นคำถามคาใจทุกฝ่ายว่า รัฐบาลจะประสานผลประโยชน์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล และจะสามารถ เผาหัวเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เหลืออยู่ริบหรี่นี้ได้มากน้อยเพียงใด

ทีมเศรษฐกิจเปิดอกคีย์แมนหลักของรัฐบาลชุดนี้ กรณ์ จาติกวณิชรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับภารกิจหลักสุดหินในการบู๊ตเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการการเงิน การคลังที่มี จะเป็นความหวังได้มากน้อยแค่ไหน ดังนี้

แสนล้านกระตุ้น ศก.ก๊อกแรก  ผมยอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมาร์ค 1 ออกมาช้ากว่าที่คาดหวังไว้ เพราะขณะนี้ยังมีเพียงกรอบคร่าว ๆ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่จะว่าช้ามาก หากนับเวลาที่เราเป็นรัฐบาล ผมว่าเราไม่ช้าจนเกินไป เพราะหากเทียบกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งได้รับการเลือกตั้งวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา วันนั้นประชาธิปัตย์ยังไม่รู้อยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ วันที่สหรัฐฯมี รมว.คลังคนใหม่ การเมืองไทยก็ยังไม่สลับขั้ว แต่เพียงไม่ถึงเดือน เราแถลงนโยบายและทำงานแล้ว และจะมีแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนวันพรุ่งนี้ (13 ม.ค.)

แพ็กเกจที่จะออกมาจะมี 10 มาตรการ ครอบคลุม 9 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตร กลุ่มเด็กผู้ปกครอง กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้สูงอายุ ธุรกิจเอกชน กลุ่มภาครัฐ ธุรกิจการท่องเที่ยว และกลุ่มผู้มีรายได้ประจำ จากนั้นจะมีมาตรการภาษีออกมาเพิ่มเติมในวันที่ 20 ม.ค. โดยมาตรการทั้งหมด นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และตัวผม กำลังเคาะตัดสินครั้งสุดท้าย หลังเข้า ครม.วันที่ 13 ม.ค. และ 20 ม.ค.แล้ว ประชาชนจะเห็นรายละเอียดมาตรการที่ชัดเจน และเชื่อว่าจะสามารถเดินเครื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ จาก 10 มาตรการที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ หน้าที่ของกระทรวงการคลังมี 5 องค์ประกอบ เริ่มต้นจาก องค์ประกอบที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบกลางปี 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นงบที่ลงไปในโครงการที่ลงทุนได้เร็วและส่งผลแรง ไม่ลงในโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้เวลานาน แต่จะเป็นโครงการประเภทใส่เงินเข้าสู่ระบบ และเงินถึงมือประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ทันที  ยกตัวอย่างเช่น โครงการเรียนฟรีจริง ตั้งแต่อนุบาล ถึง ม.6 ซึ่งจะครอบคลุม 1.ค่าเล่าเรียน  2.ตำราเรียนฟรี  3.เครื่องแบบฟรี  4.อุปกรณ์การเรียนฟรี5.ค่ากิจกรรมฟรี  6.ค่าอาหารกลางวัน และนม (ส่วนนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา) นักเรียนจะได้เรียนฟรี ทั้งโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก โดยโรงเรียนเอกชน เมื่อได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐแล้ว จะสามารถเก็บค่าเทอมเพิ่มได้ในเพดานที่รัฐกำหนดเท่านั้น ซึ่งจะใช้งบประมาณ 16,000-30,000 ล้านบาท จะให้เงินทันทีในช่วงเปิดเทอมแรก พ.ค.ปี 52 นี้ ทำให้ผู้ปกครองมีเงินเหลือในมือที่นำออกมาใช้ได้ทันที จากเดิมที่จะได้ฟรีเพียงค่าเล่าเรียน แต่ส่วนอื่น ๆ ผู้ปกครองยังต้องจ่ายด้วยตัวเอง

นอกจากนั้น ยังมีโครงการเงินช่วยเหลือยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันนี้ช่วยเหลืออยู่เพียง 1 ล้านคน แต่จากโครงการนี้ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบราชการ และไม่ได้รับสวัสดิการอื่นจะได้รับความช่วยเหลือเดือนละ 500 บาททุกคน และจะมี เงินช่วยเหลือเพิ่มให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อีก 600 บาทต่อเดือนสองส่วนนี้ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท  วงเงินงบประมาณกลางปีที่จะขออนุมัติจากรัฐสภาในวันที่ 28 ม.ค.นี้จะรวมทั้งสิ้น 120,000 ล้านบาท (รวมงบชดเชยงบประมาณปี 2552 จำนวน 19,000 ล้านบาท) คาดว่าส่วนหนึ่งจะทำได้ในเดือน มี.ค. และทั้งหมดจะลงถึงมือประชาชนได้ในเดือน เม.ย.นี้

ส่วนโครงการลงทุนขนาดเล็ก ซึ่งช่วยสร้างงานให้รากหญ้า และวางรากฐานที่ดีให้กับชนบท จะทำต่อเนื่องภายใต้ กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นการสานต่อกองทุนเอสเอ็มแอล โดยเน้นโครงการที่สร้างการหมุนของเงิน และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

เข็นมาตรการก๊อกสองตามติด หลังจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกออกมาแล้วจะตามมาด้วย องค์ประกอบที่ 2 ที่กระทรวงการคลังดูแล คือ มาตรการด้านภาษี โดยในการประชุม ครม.วันที่ 20 ม.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นมาตรการชุดที่ 2 ต่อเนื่องจากงบประมาณ 100,000 ล้านบาท 

ในหลักการจะต้องประเมินว่าเงิน1บาทในวันนี้ควรอยู่ในมือภาคเอกชนหรืออยู่ในมือภาครัฐเพื่อลงนกระตุ้นศรษฐกิจ กรณีไหนจะดีกว่ากัน เพราะต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐบาลเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกระสุนในมือ แต่ภาษีบางตัวถ้าลดแล้วเอกชนลงทุนได้ดีกว่ารัฐก็จะดำเนินการให้  มาตรการภาษีจะแบ่งออกเป็น มาตรการภาษีช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนโดยรวมเงินหมุนจากประชาชนไปยังผู้ประกอบการ วัสดุก่อสร้าง ของแต่งบ้าน แรงงาน และกลับมาสู่การใช้จ่ายของประชาชน ออกมาแล้ว 1 มาตรการ คือ การเพิ่มค่าลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านจากเดิม 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท ซึ่งช่วยลดภาระและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน

ขณะเดียวกันจะมี มาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่อาจจะมีเงื่อนไขว่าจะต้อง เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ปลดคนงาน และอีกส่วนเป็น มาตรการภาษีที่ช่วยเหลือประชาชนทั่วไป  ที่ชัดเจนแล้วคือ มาตรการภาษีในชุดนี้จะเป็นการลดอัตราภาษีที่จัดเก็บลง เพื่อให้มีผลลดภาระมากกว่าที่จะเป็นการเพิ่มค่าลดหย่อนซึ่งให้ผลช้ากว่า แต่จะไม่ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่มีหลักประกันว่าคนจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สู้รัฐเอาภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะลดลง 1% เท่ากับ 70,000 ล้านบาท ไปสร้างความมั่นใจจะดีกว่า

ส่วนภาษีนิติบุคคลจะยังไม่ปรับลดในคราวนี้ แต่หลักการเห็นด้วยว่า หากต้องการรักษาความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ อัตราภาษีนิติบุคคลที่ 30% สูงไป  อย่างไรก็ตาม ที่จะดำเนินการโดยเร็ว คือ การใช้ภาษีจูงใจให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น จากปัจจุบันลดภาษีนิติบุคคลให้บริษัทในตลาดลงเหลือ 25% ซึ่งเป็นการต่ออายุปีต่อปี จะปรับให้เป็นมาตรการถาวรมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจ

ล้างท่องบท้องถิ่น-รัฐวิสาหกิจ  มาถึง องค์ประกอบที่ 3 การเร่งรัดการเบิกจ่ายในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยังค้างท่ออยู่ 140,000 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสัปดาห์นี้ เพื่อให้เงินส่วนนี้เบิกจ่ายออกมาใช้ได้ทันที ซึ่งเดิมจะต้องผ่านการพิจารณาของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก่อน จึงต้องปลดล็อกให้เบิกจ่ายได้เร็วขึ้น โดยจะเน้นการเบิกจ่ายในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและวางรากฐานให้กับท้องถิ่น

ขณะที่ องค์ประกอบที่ 4 คือ มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในปีงบประมาณ 2552 นี้ มีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท ขณะที่ 3 เดือนแรกเบิกจ่ายได้เพียง 5% หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท
ซึ่งถือว่ายังไม่ต่ำมาก แต่เท่าที่ทราบคือ มีรัฐวิสาหกิจบางแห่งเตรียมชะลอการลงทุน เพราะมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี  ขณะนี้ได้ให้สำนักรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ส่งแผนงานการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดมาให้ดูว่าจะมีการลงทุน

จริงมากน้อยแค่ไหน เพราะในช่วงนี้รัฐบาลเป็นเครื่องยนต์เดียวที่จะเรียกความเชื่อมั่น จึงต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนของรัฐวิสาหกิจด้วย แต่รัฐบาลจะไม่บังคับให้ลงทุนในโครงการหรือเวลาที่เสี่ยงเกินไปอย่างแน่นอน

อัดฉีดเงิน-สินเชื่อตรงจุดสาหัส องค์ประกอบที่ 5 เป็นการใส่เงินเข้าไปช่วยเหลือแรงงานและภาคธุรกิจที่มีความเดือดร้อน ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ   โครงการที่ออกมาแล้วคือ ความร่วมมือปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมมือกับสำนักงานประกันสังคม และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดโครงการกู้วิกฤติแรงงานไทยคืนถิ่น และโครงการแก้ปัญหาว่างงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท  ตั้งเป้าช่วยเหลือแรงงานได้ 250,000 ราย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแรงงานเพิ่มเติมจากโครงการให้เบี้ยยังชีพ 5,000 บาทต่อเดือน เพื่ออบรมเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน 500,000 ราย ของรองนายกฯกอร์ปศักดิ์ แยกเป็นให้สินเชื่อกับแรงงานตกงานที่ต้องการทุนเพื่อประกอบอาชีพใหม่ 100,000 ราย ดอกเบี้ยต่ำ 6% ต่อปี 4,000 ล้านบาท และสินเชื่อให้บัณฑิตกู้เงินเพื่อเรียนต่ออีก 150,000 ราย วงเงิน 6,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน จะมีโครงการในลักษณะเดียวกันให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านเอสเอ็มอีแบงก์ และมีโครงการในลักษณะเป็นตัวกลางหาสินเชื่อให้กับผู้ส่งออก ที่มีคำสั่งซื้อจากตลาดการค้าใหม่แต่หาสินเชื่อเพื่อประกอบการไม่ได้ รวมทั้งจะพิจารณาข้อเสนอการขอนำสินค้าคงคลังเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือประคับประคองผู้ประกอบการด้วย สัดส่วนการขายของให้ตลาดส่งออกเก่าของเราขณะนี้ลดลงประมาณ 50%  ปีนี้ผู้ส่งออกต้องดิ้นรน หาตลาดใหม่ แต่ตลาดใหม่จะมีปัญหาเพราะสถาบันการเงินไม่แน่ใจว่าจะมีการชำระเงินจริงหรือไม่ ทำให้ขอสินเชื่อลำบาก รัฐต้องเข้าไปช่วย ซึ่งในส่วนของเอสเอ็มอี และผู้ส่งออกอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใส่เงินผ่านการเพิ่มทุนเอสเอ็มอีแบงก์ และเอ็กซิมแบงก์ หรือทำเป็นลักษณะกองทุนพิเศษ

ในช่วงที่ผ่านมา นายกฯ อภิสิทธิ์ และตัวผม ได้พบปะกับนายธนาคารพาณิชย์ เพื่อรับทราบเหตุผลที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งหาทางร่วมกันเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งเราเข้าใจดีเมื่อธนาคารพาณิชย์เห็นว่าความเสี่ยงของลูกหนี้เพิ่มขึ้น ย่อมจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้

รัฐบาลจึงจะสร้างกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อให้กับ ธนาคารพาณิชย์อีกชั้นหนึ่ง ผ่านบรรษัทค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย (บสย.) รวมทั้งหามาตรการเข้าไปค้ำประกัน การปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมายังมีการค้ำประกันสินเชื่อในอัตราที่ต่ำมาก นอกจากนั้น จะเร่งการพัฒนาตลาดหุ้นที่สถานการณ์ร่อแร่ให้เป็นแหล่งระดมทุนหลัก เพิ่มความสามารถผู้ประกอบการให้สูงขึ้น เพราะต้นทุนการระดมทุนในตลาดหุ้นประมาณ 2% แต่กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ต้นทุน 7% นี่คือความจำเป็นต้องพัฒนาตลาดทุนให้เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ และทำให้ธนาคารพาณิชย์มีคู่แข่ง เพราะขณะนี้กลับเข้าไปสู่ระบบที่ธนาคารพาณิชย์เป็นใหญ่ ทำให้ นักลงทุนหาแหล่งเงินทุนยากขึ้นหรือไม่มีเลย

สตาร์ตเครื่องติดประเทศรอด  สำหรับมาตรการในส่วนอื่นของรัฐบาล จะเดินหน้าการประกันราคาสินค้าเกษตร ช่วยเหลือคนว่างงาน ส่งเสริมการส่งออก มุ่งเน้นธุรกิจท่องเที่ยว และการกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืนมา รวมทั้งก๊อกสองจะเพิ่มความช่วยเหลือในส่วนค่าครองชีพ ทั้งเอกชนและราชการ  ทั้งหมดนี้เป็นการเร่งออกมาตรการเฉพาะหน้าเหมือนกับที่ทุกประเทศกำลังทำอยู่ ตอนนี้ต้องช่วยไม่ให้คนไข้ช็อกก่อน ต้องหาทางเอาคนไข้ออกจากไอซียู แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งการแก้ปัญหาระยะยาวที่สร้างการลงทุน อย่างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ได้แบ่งงานกันไปให้ กระทรวงที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ

รัฐบาลได้ประชุมเพื่อทบทวนการเดินหน้ารถไฟฟ้า และการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการก่อสร้าง สรุปว่าการเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน และสีแดงอีก 2 สาย เป็นไปตามกำหนดการเดิม  เห็นตรงกันว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ เพราะราคาน้ำมันลดลงมาก วัสดุก่อสร้างลดลงแทบทุกรายการ แรงงานที่พร้อมจะทำงานมีจำนวนมาก โดยเป็นการให้ทำควบคู่ไป เพื่อเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อจากมาตรการเฉพาะหน้าที่ทำก่อน

รมว.คลังได้แสดงความเชื่อมั่นว่า หากมาตรการทั้งหมดนี้ถูกปล่อยออกมา และประสบความสำเร็จ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2552 นี้ จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% แน่นอนนายกรณ์ให้ความเห็นว่า ตัวเลขขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเท่าไร สำหรับปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่รัฐบาลต้องสตาร์ตเครื่องยนต์ที่เหลืออยู่อีก 3 เครื่อง คือ การใช้จ่าย การลงทุน และการส่งออกให้ได้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ไปกับรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ตติดได้จากมาตรการที่รัฐบาลเตรียมไว้ ภาคเอกชนจะสามารถลงทุน ประชาชนจะสามารถใช้จ่าย เพื่อเร่งสปีดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ทันที เพราะในปี 2552 นี้ แม้ว่าวิกฤติที่ถาโถมเข้ามาจะหนักหนาสาหัส แต่ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องทุน สถาบันการเงินของไทยยังแข็งแกร่งยังพร้อมปล่อยสินเชื่อ กำลังการผลิตยังเหลือ แรงงานยังมี ถ้าความเชื่อมั่นกลับมาประเทศจะฟื้นได้เร็วมาก

ท้ายที่สุด สำหรับแฟนไทยรัฐโดยเฉพาะ ประเด็นหวยออนไลน์ซึ่ง รมว.คลังให้ความหวังไว้ว่าน่าจะดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่าหากการยกเลิกหวยออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับรัฐบาล ก็ควรจะดำเนินการต่อแต่ถ้าจะเริ่มดำเนินการใหม่ จะต้องมีการเริ่มพิจารณารูปแบบ เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ให้ได้รูปแบบที่ได้รับการยอมรับจริงๆ ว่าจะแก้ปัญหาหวยใต้ดินได้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาด้านสังคมด้วย

แต่หากมองในแง่เศรษฐกิจ การเดินหน้าโครงการหวยออนไลน์ จะทำให้มีรายได้เข้ารัฐ และสามารถดึงเงินที่อยู่ใต้ดินจำนวนหลายแสนล้านบาท มาสร้างงานสร้างประโยชน์ให้คนไทยทั้งประเทศ แต่การดำเนินการจะดูแลให้สอดคล้องกันทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาทางสังคม  ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการที่ขุนคลังมั่นใจว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนัก แต่จะได้ผลหรือไม่นั้น สำหรับรัฐบาลที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีเดิมพันจากความคาดหวังของประชาชนที่สูงมากนี้ ก็คงต้องให้เวลาที่มีไม่มากนักพิสูจน์ฝีมือ!!

ไทยรัฐ (คอลัมน์สกู๊ปเศรษฐกิจ) 12 มกราคม 2552