"รัฐบาลจะพยายามสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายในวันที่ 13-14 ม.ค.นี้

"รัฐบาลจะพยายามสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายในวันที่ 13-14 ม.ค.นี้ โดยมาตรการส่วนหนึ่งจะมีการใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำ รวมทั้งมีการลดรายจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งลูกจ้างภาคเอกชนอาจจะอยู่ในส่วนของเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ขณะที่ลูกจ้างภาครัฐอาจจะช่วยเหลือในส่วนของเงินเพิ่มค่าครองชีพ"ท่ามกลางความพยายามที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาล "โอบามาร์ค" ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นแกนหลัก แต่ดูเหมือนว่า "ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ" แต่ละด้านไม่ค่อยเป็นใจนัก โดยเฉพาะ "ภาคการ

ส่งออก" ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการส่งออกที่เริ่ม"ติดลบ"  โดยกระทรวงพาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกในเดือน พ.ย.2551 มีมูลค่า 11,870.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลง 18.6%  เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี 8 เดือน นับจากเดือน มี.ค.2545  และเป็นการส่งออกที่มีอัตราการขยายตัวติดลบสูงสุดในประวัติศาสตร์การส่งออกของไทย ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่เดือน ต.ค.2551 ขณะที่การนำเข้าในเดือน พ.ย.มีมูลค่า 13,073.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2%

สำหรับช่วง 11 เดือนแรกปี 2551(ม.ค.-พ.ย.) การส่งออกมีมูลค่า 166,236 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว19.7% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 167,398.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.9% โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 1,162 ล้านเหรียญสหรัฐด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  (บีโอไอ)  ระบุว่า ในปี 2551 มีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 1,262 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 446,300  ล้านบาท โดยจำนวนโครงการลดลง  1.64% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 50 ที่มี 1,283 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุน ลดลง 29.69% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่มีมูลค่า 634,700 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหา ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไข โดยทางด้านเศรษฐกิจ จะเร่งฟื้นฟูหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และปัญหาการว่างงาน ส่วนด้านการเมือง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ยุติโดยเร็ว "รัฐบาลจะพยายามสรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายในวันที่ 13-14 ม.ค.นี้ โดยมาตรการส่วนหนึ่งจะมีการใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำ รวมทั้งมีการลดรายจ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งลูกจ้างภาคเอกชนอาจจะอยู่ในส่วนของเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ขณะที่ลูกจ้างภาครัฐอาจจะช่วยเหลือในส่วนของเงินเพิ่มค่าครองชีพ" นายกรัฐมนตรีระบุ

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังถูกปกคลุมไปด้วยปัจจัยลบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองที่ยังวุ่นวาย แต่ขณะเดียวกันก็มี "ปัจจัยบวก" ที่เป็นแรงหนุนต่อการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะ "ราคาน้ำมัน" ยังทรงตัวอยู่ระดับ 35-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  และ  "อัตราเงินเฟ้อ"  ที่ปรับลดลงมาเหลือเฉลี่ยปี 2551 ที่ระดับ 5.5% จากที่เคยปรับสูงสุดถึง 9.2% ช่วงกลางปีก่อนที่รัฐบาลจะ  "ทำคลอด"  แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่  ถือได้ว่ามีการ  "เรียกน้ำย่อย" เป็นระยะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น  มติจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2552 เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้า มนุษย์เงินเดือน ตลอดจนภาคธุรกิจ โดยกำหนดกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  แบ่งเป็น 7 กลุ่มกับอีก 2 โครงการ ได้แก่  1.กลุ่มเกษตรกร ที่จะมีการเดินหน้าโครงการแทรกแซงราคาผลผลิตสินค้าเกษตร วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท  2.กลุ่มแรงงาน จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลด้านสวัสดิการคนทำงานมากขึ้น  3.กลุ่มผู้ตกงาน ที่คาดว่าจะมีประมาณ  5 แสนคนในช่วงต้นปีนี้   4.กลุ่มผู้ปกครอง จะมีโครงการเรียนฟรีให้กับบุตร  5.กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยการต่ออายุโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน ออกไปอีก 6 เดือน6.กลุ่มผู้สูงอายุ จะมีการช่วยเหลือด้านสวัสดิการเป็นพิเศษ และ 7.กลุ่มภาคเอกชน จะมีการช่วยเหลือทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี และมาตรการอื่น ๆ ที่ช่วยลดต้นทุน เพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน  ส่วนอีก  2  โครงการ ได้แก่ การโฆษณา

ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในแง่มุมต่าง ๆ ให้เป็นแบบบูรณาการ  ดึงดูดในเรื่องการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวให้ขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

การขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ รัฐบาลจะนำเงินจากงบกลางปี 1 แสนล้านบาทมาใช้  โดยคาดว่าจะสามารถอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ประมาณเดือน เม.ย. 2552  "กรอบมาตรการและการใช้งบประมาณทั้งหมด 60% จะมีการอัดฉีดเข้าสู่ระบบโดยให้มีการผ่านมือประชาชนมากที่สุด โดยอาจจะใช้ผ่านกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง  ส่วนที่เหลืออีก 40% จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ  เพื่อให้มีการจ้างงานเกิดขึ้น"  นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุรองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ขณะที่ในด้าน "การส่งออก" กระทรวงพาณิชย์ พยายามเต็มที่เช่นกันเพื่อให้ปี 2552 มีการขยายตัว 3-5%หรือมีมูลค่าประมาณ 1.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2551 ที่คาดว่าจะมีอัตราขยายตัว 18% มูลค่าประมาณ1.79 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ภายหลังจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เพื่อจัดทำมาตรการเร่งด่วนในการกระตุ้นการส่งออกปี2552 ร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย   สมาคมธนาคารไทย  และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ  นางพรทิวา  นาคาศัย รมว.พาณิชย์  ยอมรับว่า หลังจากรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลของภาคเอกชนแล้วพบว่า การส่งออกปี  2552  จะขยายตัวติดลบ  3%  แต่หากมีการผลักดันมาตรการของรัฐบาลเข้าช่วยเหลือ คาดว่าจะทำให้การส่งออกจะขยายตัวได้ 3%  สำหรับแผนมาตรการขับเคลื่อนการส่งออกนั้น  กระทรวงพาณิชย์ได้ขอเงินสนับสนุนงบประมาณสำหรับการส่งออก 8 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท เช่น โครงการไทยแลนด์ เบส เฟรนส์ และโครงการตั้งสถาบันการบริการ  และงบประมาณสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ  12 โครงการ มูลค่า  9,200  ล้านบาท เช่น โครงการธงฟ้า โครงการช่วยเหลือแรงงานที่ตกงาน โครงการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ รวมเป็นงบประมาณ 12,000 ล้านบาท

ทั้งนี้  ได้กำหนดมาตรการดูแลการส่งออก 5 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการด้านตัวสินค้า จะสนับสนุนด้านนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการตลาด ทั้งด้านการเพิ่มมูลค่าและการสร้างแบรนด์ 2.มาตรการด้านราคา ต้นทุนสินค้า และสภาพคล่อง  3.มาตรการด้านการตลาด เน้นรักษาตลาดเก่าให้เข้มแข็ง  ไปพร้อมกับการเร่งกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ 4.มาตรการด้านการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทย โดยการเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าไทย และ 5.มาตรการเสริมตามข้อเสนอของผู้ส่งออกที่มีปัญหาขาดออเดอร์ชั่วคราว รมว.พาณิชย์ มั่นใจว่า มาตรการต่าง ๆ จะสัมฤทธิ์ผลภายใน 3 เดือนขณะที่  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล่นบท "เสือปืนไว" เตรียมทบทวนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2552 ใน "เชิงบวก" ทันที  โดย นางอมรา  ศรีพยัคฆ์  ผู้อำนวยการอาวุโส  ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ  ธปท.  ระบุว่า ทีมเศรษฐกิจ ธปท.ได้มีการทบทวนตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2552 อีกครั้ง จากเบื้องต้นคาดว่าจะเติบโต 0.5-2.5% เมื่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2551"ธปท.พบว่าในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยมีมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐบาล ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายที่แท้จริงดีขึ้น นอกจากนั้น  รัฐบาลยังมีการสานต่อนโยบาย  6 มาตรการ  6  เดือน  ซึ่งน่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย  โดยจะมีการเสนอตัวเลขให้ กนง.พิจารณา
ในการประชุมวันที่
14 ม.ค.นี้" นางอมรากล่าว แต่ปัญหาทั้งหมดติดอยู่ตรงที่ "เงิน" ที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้น โดยเฉพาะงบกลางปี 1 แสนล้านบาท  โดยรัฐบาลได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดทำงบกลางปีไว้ คือ วันที่ 13 ม.ค. นำรายละเอียดทั้งหมดเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบ จากนั้นส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบก่อนที่จะเสนอกลับมาให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 20 ม.ค. เพื่อให้ความเห็นชอบนำเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายวาระแรกในวันที่  28 ม.ค. และครบทั้งสามวาระในวันที่ 11 ก.พ.และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 24 ก.พ.

นายกรณ์  จาติกวณิช  รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามเร่งรัดการใช้งบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยการออกมาตรการพิเศษรองรับผู้ว่างงาน โดยจะจัดสรรงบประมาณบางส่วน เพื่อนำไปอบรมวิชาชีพ สร้างงานในชนบทผ่านกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้รับความช่วยเหลือโดยตรง เบื้องต้น  คาดว่าจะรองรับได้ประมาณ 5 แสนราย โดยคาดว่าเม็ดเงินจะเริ่มเข้าสู่ระบบได้เร็วที่สุดในเดือน เม.ย.นี้ ผลพวงจากการเพิ่มงบกลางปีอีก 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาล "ขาดดุลงบประมาณ" มากขึ้นนายกรณ์ยอมรับว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในปีงบประมาณ 2552 ลงประมาณ 10% คิดเป็นวงเงิน 1.2-1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพากรจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย รวมไปถึงกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร ขณะที่การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่คาดว่าจะลดลงจากผลการดำเนินงานที่ออกมาไม่ดีนัก คาดว่าปีงบประมาณ  2552 รัฐบาลจะขาดดุลรวม 4.7-4.8 แสนล้านบาท เป็นผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุล  2.5 แสนล้านบาท รวมการจัดทำงบกลางปีเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ต่ำกว่าเป้าหมายอีกประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท "ยอมรับว่ารัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการจัดทำงบประมาณปี 2553 แน่นอน เนื่องจากจะต้องตั้งเป็นงบประมาณขาดดุล  ซึ่งต้องคำนึงถึงวงเงินงบประมาณและหนี้สาธารณะที่จะต้องกำหนดอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาล" รมว.คลังระบุ

คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาล "โอบามาร์ค" จะประกาศภายในเดือน ม.ค.นี้ จะเป็น "ยา" ที่ถูกกับ "ไข้"  หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์รุมเร้าที่มีแต่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจตกต่ำลง

ไทยโพสต์ 12 มกราคม 2552