โลกเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและยุคสมัย มนุษย์พยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมเพื่อความอยู่รอด หลายคนปรับตัวไม่ได้ ร่างกายและจิตใจก็ดูจะมีความทุกข์เข้ารุมเร้า
คนอยากความสุขก็เริ่มเสาะแสวงหาสิ่งที่คิดว่าใช่ ในหลายรูปแบบ ระดับความสุขของคนเราลดลง ความทุกข์วิ่งเข้ามาใส่แทนที่ แล้วหากเป็นเช่นนี้ คนเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขได้อย่างไรกัน
ท่านชุติปัญโญ เขียนเรื่องราว "แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่ความสุขใจ อย่าให้ลดลง" ในหนังสือ "สิ่งที่มีค่ามากกว่าความรัก" เอาไว้บทหนึ่ง อยากให้ท่านได้มีโอกาสสัมผัส ครับ
.....................................................................................................................................
ท่ามกลางชีวิตที่หมุนวนอยู่บนโลกใบนี้ มีสิ่งหนึ่งที่คนเราล้วนโหยหาไม่ต่างกัน นั่นก็คือ "การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข" เป็นความต้องการที่คนเราล้วนเรียกหา เพราะมันคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้นานหรือสั้นต่างกัน
เมื่อมีความหวังในวิถีทางแห่งความสุข ทุกการเคลื่อนไหวของคนเรา จึงมีความแตกต่างให้เราได้เห็น ท่ามกลางการเรียกหาสิ่งที่มาช่วยเติมความรู้สึกของตัวเองให้เต็ม เพื่อกลบรอยช้ำของชีวิตให้มีความปกติมากที่สุด เท่าที่ชีวิตนี้จะพึงไขว่คว้าได้
แต่ชีวิตที่ก้าวไปบนลู่วิ่งของความต้องการ ก็มีบททดสอบให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอเช่นกัน โดยมีความอยากได้ใคร่ชัง และความลุ่มหลงมาเป็นกำแพงขวางกั้น เพื่อให้แต่ละคนได้เรียนรู้ที่จะกระโดดข้ามมัน
คนที่มีจิตใจอ่อนไหวก็มักจะมองว่า กำแพงที่ตั้งอยู่ตรงหน้านั้น ช่างเป็นปัญหาที่ใหญ่ยิ่งเสียจริง ๆ ทำให้ใจที่ฝ่ออยู่แล้ว ไม่กล้าพอที่จะก้าวข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
บางครั้งถึงกับก้มหน้ายอมแพ้ ตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินทาง เพราะใจที่มากระตุ้นความรู้สึกที่จะต่อสู้ ถูกอารมณ์อันเปรียบเป็นกำแพงบังเสียจนมิด ทำให้รู้สึกว่า "ไม่รู้จะต่อสู้ไปเพื่ออะไรกัน"
แต่บางคนมองว่ากำแพงปัญหานั้น มีความท้าทายที่ชวนให้ค้นหาวิธีที่จะก้าวข้าม จึงเรียนรู้ที่จะให้ตัวเองกระโดดข้ามไปยังอีกฝั่งของกำแพง ซึ่งเป็นชัยชนะที่ชีวิตได้คว้ามาครอง เพราะเรากล้าพอที่จะสู้กับมัน
ทว่าชีวิตก็มีความซับซ้อนในตัวของมันเอง เพราะไม่ว่าจะมีชัยชนะหรือได้รับความพ่ายแพ้ ถ้าไม่มีวิธีดูแลสิ่งที่ได้ประสบ สิ่งที่ได้มาก็อาจสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเสมอ
ซ้ำร้ายชัยชนะที่ต้องการนั่นแหละ กลับน่ากลัวกว่าความล้มเหลวที่เคยผ่านมา เพราะเมื่อความอยากกระตุ้นให้กล้าที่จะกระโดดข้ามกำแพงแห่งปัญหา เพื่อพาตัวเราไปยังอีกฟากหนึ่ง
จึงทำให้เราต้องคิดหาวิธีที่จะผ่านมันไป ซึ่งเป็นเหตุทำให้ชีวิตมีโอกาสตกไปสู่หลุมดำแห่งความคิด ที่เสี่ยงต่อการล่มสลายในเวลาที่รวดเร็ว จนบางครั้งก็ยึดติดในหลุมแห่งความคิดนั้นว่า "คือความจริงที่ทิ้งไม่ได้"
สิ่งที่คิดว่าเป็นวิธีทำให้ได้รับชัยชนะ แทนที่จะเป็นอาวุธเพื่อทำให้เราฉลาดขึ้น กลับเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจในชีวีนี้ที่ได้ครอง เพราะแทนที่ชัยชนะจะทำให้เราได้ก้าวไปในวิถีที่ดีกว่า กลับวกมาทำให้เราเห็นแก่ตัว และหยิ่งทะนงในสิ่งที่ได้มา
โลกที่ควรจะน่าอยู่เพราะเราสามารถผ่านปัญหาไปได้ กลับกลายเป็นความใจร้าย ที่มีเราเป็นคนมอบให้โดยฉับพลัน สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในโลกแห่งความจริง จึงเป็นความเจ็บปวดที่คนอย่างเรา มักจะเฝ้าถามตัวเองในเวลาต่อมาว่า "เราได้อะไรจากชีวิตและโลกใบนี้"
คำถามที่ควรจะถามไถ่ให้ชีวิตเกิดคุณค่า จึงถูกกลบเกลื่อนเป็นความสมยอมให้ความเห็นแก่ได้ เข้ามาสิงสถิตอยู่ในใจของเราแทน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า "เรากำลังเริ่มต้นที่จะทำลายโลกแห่งความสงบสุขร่วมกัน"
ภาพของผืนแผ่นดิน แม้จะทำให้เราเห็นว่า โลกยังกว้างอยู่เท่าเดิมก็จริง แต่ความน่ารักของคนเราก็จะเริ่มน้อยลง โลกที่เคยเดินทางตามครรลองที่ควรจะเป็น ก็ดูเหมือนจะน่าอยู่ แต่ความจริงกลับน่ากลัวยิ่งนัก
ทุกย่างก้าวและความรู้สึกที่ดำเนินไป ช่างเป็นก้าวย่างแห่งความหวาดกลัว ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจที่จะอยู่อย่างมีความสุขและไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะให้เป็นไปอย่างไรดี
เพราะแม้ผู้คนในโลกจะพยายามสอนให้คนมีความรู้ หรือส่งเสริมให้ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย เพื่อทำให้ตัวเองและคนรอบข้างได้มีความรู้ที่มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งที่ช่วยบอกเราว่า ผู้คนในโลกนี้มีการพัฒนาที่ดีกว่ากลุ่มชนในยุคก่อน ๆ
แต่ในความเจริญที่เราเข้าใจก็ซ่อนอาวุธร้าย เพื่อให้คนในโลกนี้ใช้รุกรานกันเอง โดยมีความได้เปรียบเพราะการเรียนรู้มามาก คอยขวางกั้นไม่ให้คุณค่าที่แท้จริงได้เติบโต
โลกแห่งความเมตตาอารีก็จะเริ่มหายไป เพราะความเข้าใจว่า ยิ่งสงสารคนอื่น ตัวเรานั่นแหละที่ต้องอด
โลกแห่งการให้อภัยก็จะเริ่มหายไป เพราะความมีน้ำใจของเพื่อนร่วมโลกจืดจางลง เพราะต่างมองว่าเมื่อเขาทำให้เราเจ็บใจ ไยเราต้องลืมสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเรา
เมื่อวิธีคิดถูกกรอกข้อมูลที่ผิดพลาดในด้านศีลธรรม จิตใจที่เคยดีงามของผู้คน ก็จะเริ่มสับสนเพราะความดีนั้นอ่อนกำลังลง
โลกที่มีพื้นที่เท่าเดิม จะกลายเป็นพื้นที่แห่งการแย่งชิง เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดฝ่ายเดียว และเพื่อจะให้ตัวเองได้ขึ้นไปยืนอยู่เหนือคนอื่น โดยไม่มีกติกาในการก้าวขึ้นไป
จากโลกที่เคยมีพื้นที่เท่าเดิม แต่ความสุขในใจของเราและเพื่อนร่วมโลกก็จะเริ่มจืดจางไป ความน่าอยู่ที่เราและผู้คนคาดหวังไว้ก็จะเป็นเพียงความฝันค้างในตอนกลางวัน ที่ไม่มีวันจะเป็นจริง
ความสุขที่ชีวิตควรจะได้สัมผัสร่วมกันก็กลายเป็นเพียงหมอกควันที่ดูเหมือนมีอยู่จริง แต่สุดท้ายก็สลายไปในนภากาศ โดยทิ้งไว้แต่ความทรงจำว่ามันเคยมี
ดังนั้น ในชีวิตหนึ่งทีได้เกิดมา เราจึงควรกลับมาทบทวนชีวิตของเราและโลกใบนี้ร่วมกันว่า เราเดินมาถูกทางหรือยัง ?
เราอยู่บนโลกที่กว้างเท่าเดิม และทำให้โลกมีความสุขที่สมดุลหรือยัง ?
หรือเราแค่อยู่บนโลกใบนี้ แต่ความสุขที่ควรจะซึมซับร่วมกันนั้นลดน้อยลง ?
คำตอบอยู่ในใจของเราทุกคน
.....................................................................................................................................
ไม่ว่าทางเดินของท่านจะเป็นเช่นไร คนที่รู้ดีที่สุดว่า สุข หรือ ทุกข์ ก็คือ ตัวท่านเอง
บุญรักษา ครับ
.....................................................................................................................................
แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง). สิ่งที่มีค่ามากกว่าความรัก. กรุงเทพฯ: ใยไหม, ๒๕๕๑.
ความน่ารักของคนเราลดน้อยลงไปจริงๆ หรือคะ?.......บางครั้งต้อมก็ยังสงสัยอยู่
ดีจ้า หนูต้อม เนปาลี :)
สงสัยจะลดลงไปตาม "ศีลธรรมและจริยธรรมที่เสื่อมทรามลง" ครับ
"ทุกอย่างมีต่ำสุด และสูงสุด มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง" :)
ขอบคุณครับ
แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่ความสุขใจมิน้อยลง
...
อ่านแล้ว คิดถึง ข้อความหนึ่ง เมื่อวานเจอค่ะ
จดไว้แล้วค่ะ แต่จำไม่ได้ อิ อิ ...
...
แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่สุขใจ ที่ได้มาแทะ และ :)
"""
ยังคงมีความสุข กับน้องฟ้า นายเมฆ ดอกไม้ และ สายน้ำค่ะ
อ้าว คุณ poo ... ทำไมเกิดจำไม่ได้ซะแล้วล่ะครับ
แหม .. รอฟังอยู่ทีเดียว
ขอบคุณนะครับ ท้องฟ้ายังสวยงามไม่เปลี่ยนแปลง ครับ :)
อืม นึกออกแล้วค่ะ อ. ประมาณว่า
...
ไม่ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ....
หากแต่ปัจจุบัน เราได้ใช้เวลาอย่างมีคุ้มค่า ก็พอเพียงแล้ว
...
ฝากชิม ส้มตำรู หลังมอ. เผื่อด้วยนะคะ อ. เสือ:)
วันนี้พี่ไปเพิ่มความสุขให้ตัวเองมาค่ะ>> งานวันเด็กกับน้องนิสิต CU Band ที่สันป่าตอง
^_^ :)
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับ คุณครู ♥< lovefull >♥
หนังสือของท่านชุติปัญโญ สำหรับผมแล้ว มีคุณค่าทุกเล่มเลยครับ โดยเฉพาะการใช้ภาษาเข้าใจง่าย คำธรรมดาสามัญ :)
บุคคลใดที่เคียดแค้นด้วยโทสะ โมหะ บุคคลนั้นจะไม่พบคำว่าสุขไปจนตายครับ
ขอบคุณมากครับ :)
ในที่สุด คุณ poo ก็จำได้ ครับ :)
ทำปัจจุบันให้มีความสุข นั่นเองนะครับ
ส้มตำไปลงรูที่ไหนเหรอครับ อิ อิ :)
สวัสดีครับ พี่หม่อม ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี :)
ดีกรีความสุขในวันนี้ แรงนะครับ :) ... เดี๋ยวเข้าชมบันทึกครับ
ขอบคุณครับ
ยินดีสำหรับความสุขนะครับ น้องคุณครู เทียนน้อย :)
ความสุขจะเกิดขึ้นกับคนทำความดี นะครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ คุณ ครูคิม ... สักครู่จะเข้าไปเยี่ยมบันทึกนะครับ :)
ขอบคุณครับ คุณ ครูคิม ... สักครู่จะเข้าไปเยี่ยมบันทึกนะครับ :)
อ่านแล้วได้คิดตามค่ะ
เมื่อวิธีคิดถูกกรอกข้อมูลที่ผิดพลาดในด้านศีลธรรม จิตใจที่เคยดีงามของผู้คน ก็จะเริ่มสับสนเพราะความดีนั้นอ่อนกำลังลง
ในสมัยเป็นเด็กถูกพร่ำสอนมาตลอดว่า กินเพราะหิว ไม่ใช่อยากกิน ใช้เพราะความจำเป็น ไม่ใช่เพราะอยากได้ ต้องอยู่อย่างอดทนและลดความอยาก
ถ้าตามหลักศาสนาก็เรียกว่า ตัดกิเลสซะบ้างนั่นเองค่ะ
แต่ด้วยความเป็นเด็ก ผู้ใหญ่จึงไม่ใช้คำนี้
คนสมัยก่อนเรียนรู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดได้บนโลกใบนี้
คนสมัยใหม่เรียนรู้เพื่อสนองความอยาก ความต้องการ ไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก
จึงทำให้เกิดปัญหาไม่จบสิ้น ดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน
คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย ความสุขลดน้อยลงทั้งประเทศ
ถ้าเริ่มต้นจากคิดดี คิดแล้วพูด พูดแล้วทำ
ไม่ว่าจเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็มีความสุข
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ
รู้สึกได้ แต่ต้องไม่หมดหวัง ทุกชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง
ขอบคุณครับ คุณครูจุฑารัตน์ NU 11 :)
ปัญหาของประเทศเกิดจากความอยาก ความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เห็นใจคนอื่น นอกจากตัวเอง
แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่า "ทุกอย่างไม่จีรังยั่งยืน มีสูงก็ต้องมีเสื่อม" เคยครองประเทศเบ็ดเสร็จสมัยหนึ่ง อีกสมัยหนึ่งก็เสื่อมศรัทธา
หลายคนไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือไม่ใส่ใจ แล้วเวลาทุกข์ใจ ก็ทุกข์เอง ไม่มีใครไปทุกข์ด้วย
สาธุ สาธุ สาธุ :)
ขอบคุณครับ คุณ เต้าเจี้ยว ต.ที่2 ทีมเลขา 3 ต. :) ...
"ชีวิตอยู่ด้วยความหวังเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง" นะครับ :)