หวั่นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจใช้งบเกินแสนล้าน คลัง-แรงงาน ผนึกแก้ปัญหาว่างงาน ดัน ธ.ก.ส.ปล่อยกู้สร้างอาชีพ ช่วยตกงาน พร้อมชงลดเงินสมทบประกันสังคม ลดภาษีเงินชดเชยคนถูกเลิกจ้าง ด้าน รง.อิเล็กทรอนิกส์ โคราช ปลดคนงานอีกกว่าพัน ด้านคนงานซับคอนแทร็กกรุงเก่า กว่า 800 คน ปิดถนนเรียกร้องเงินชดเชยหลังถูกเลิกจ้างได้แค่หัวละ 500แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่า จำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศ มาใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หากงบประมาณกลางปี วงเงิน 1 แสนล้านบาทไม่เพียงพอต่อการดำเนินตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 กระทรวงการคลังยังสามารถกู้เงินต่างประเทศมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อีกประมาณ 148,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ มาตรา 20 (2) กำหนดให้รัฐบาลกู้เงินสกุลต่างประเทศมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ไม่เกิน10% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งในปีงบประมาณ 2552 รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ทั้งสิ้น
1.835 ล้านล้านบาท ดังนั้นในงบประมาณปี 2552 รัฐบาลจะสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้สูงสุดไม่เกิน 183,500 ล้านบาท
ที่ผ่านมาธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พิจารณาปล่อยเงินกู้ให้แก่ประเทศไทย จำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆจึงเหลือวงเงินที่กระทรวงการคลังจะกู้ได้เพิ่มเติมอีกประมาณ 148,500 ล้านบาท “หากงบกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ยังมีช่องที่จะกู้เงินจากต่างประเทศมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก หรือเอดีบี โดยไม่เสียวินัยการเงินการคลัง เท่าที่ทราบเรายังมีวงเงินกู้ในโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม (เอสเอแอล) ของธนาคารโลกเหลืออยู่อีกประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ก็อาจจะนำเงินส่วนนี้มาใช้ในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย” แหล่งข่าวกล่าว อย่างไรก็ตาม การพิจารณาขอกู้เงินจากธนาคารโลกต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะมีอัตราดอกเบี้ยสูง ที่สำคัญคือต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าถ้ากู้มาแล้วจะนำไปใช้ในโครงการใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนการกู้เงินจากเอดีบี ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ แต่การกู้เงินจากเอดีบีจะมีเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า แม้การกู้เงินต่างประเทศจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันหนี้สาธารณะมีสัดส่วนประมาณ 36% ของจีดีพีเท่านั้น จากเพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ของจีดีพี โดยกระทรวงการคลังสามารถออกพันธบัตรระยะยาว จ่ายคืนหนี้เงินกู้ดังกล่าวได้เมื่อภาวะเศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวขึ้นในอนาคตได้ "ในภาวะที่รัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาแหล่งเงินมาใช้เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้ได้ ที่สำคัญเพดานก่อหนี้ต่างประเทศ ก็ยังมีช่องว่างเหลือมากพอที่จะกู้เพิ่มได้อีก และยังไม่ทำให้ต้องเพิ่มขาดดุลอีก แต่เลี่ยงไปใช้เงินกู้ต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเงินนอกงบประมาณแทน ส่วนหนี้สาธารณะก็สามารถก่อหนี้ได้อีก" แหล่งข่าว กล่าว
เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิจัยเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทีดีอาร์ไอ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ และทีมที่ปรึกษานายกฯ เพื่อมอบข้อเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อรัฐบาล
นายสาวิตต์ โพธิวิหค ที่ปรึกษานายกฯ เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอมีข้อเสนอแนะรัฐบาลหลายประเด็น ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ได้หารือกันในที่ประชุมครม.เศรษฐกิจไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการรับจำนำข้าวเปลือกนั้น ทีดีอาร์ไอเสนอให้รัฐบาลพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพในภาวะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขณะที่การกำหนดราคารับจำนำข้าวต้องคำนึงถึงต้นทุนของเกษตรกรด้วย นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการข้าวในสต็อกเก่า และข้าวเปลือกที่รับจำนำรอบใหม่ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการระบายข้าวออกสู่ตลาด ต้องไม่ทำให้ราคาข้าวทั้งระบบตกต่ำทั้งนี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทีดีอาร์ไอ ที่เสนอนายกรัฐมนตรี มีทั้งนโยบายเฉพาะหน้า และนโยบายระยะกลางด้านรายได้ โดยนโยบายเฉพาะหน้านั้น ทีดีอาร์ไอเสนอรัฐบาลพิจารณา 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การบริหาร
การเงินภาครัฐ โดยเสนอให้ติดตามการใช้จ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และจัดลำดับความสำคัญโครงการ พร้อมเลือกโครงการที่ลดผลกระทบต่อผู้เดือดร้อนก่อน ที่สำคัญต้องเกิดผลเร็วที่สุด 2.มาตรการแทรกแซงสินค้าเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รวมทั้งนำระบบประกันภัยราคาข้าวแบบ put option
มาใช้แทนการจำนำข้าวปัจจุบัน ตลอดจนการออกมาตรการขยายกิจกรรมของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยมอบให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการระบายข้าวแทนรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการคานอำนาจระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ 3.ควรปลดหนี้สินให้เกษตรกรในโครงการพิเศษของรัฐบาลที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก 4.รัฐบาลไม่ควรมีนโยบายผลักดันให้สถาบันการเงินเพิ่มวงเงินสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินงานของสถาบันการเงิน แต่รัฐสามารถใช้เครื่องมือการร่วมประกันความเสี่ยงบางส่วนผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้
ส่วนนโยบายระยะกลางด้านรายได้ ทีดีอาร์ไอเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษี เพื่อศึกษาโครงสร้างภาษีทั้งระบบ และเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปภาษี ส่วนการเพิ่มรายได้ภาษีทีดีอาร์ไอเสนอว่า ในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า รัฐสามารถเพิ่มรายได้จากภาษี เช่น ปรับปรุงระบบภาษีบำรุงท้องที่ และการปรับปรุงระบบสุราทุกชนิด เพื่อลดการบริโภคสุราที่มีแอลกอฮอล์สูง
ขณะที่ภาครัฐเร่งหาทางแก้ไขวิกฤติแรงงาน เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการ ”แก้วิกฤติแรงงาน” ระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ รักษาการแทนผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า จากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ถดถอย สถานประกอบการต่าง ๆ มีแนวโน้มปิดกิจการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานว่างงาน รวมทั้งบัณฑิตจบใหม่ก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ธ.ก.ส.จึงร่วมกับ สปส.และ สกอ. จัดทำโครงการกู้วิกฤติแรงงานไทยคืนถิ่น และโครงการแก้ปัญหาว่างงานให้บัณฑิตจบใหม่ โดยพร้อมสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน และการฝึกอบรมวิชาชีพที่สามารถดำเนินการได้ในชนบททั้งอาชีพด้านเกษตร และนอกภาคเกษตร ในวงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานคืนถิ่น และบัณฑิตจบใหม่ที่ตั้งใจกลับไปประกอบอาชีพในภูมิลำเนาเดิม รวมทั้งสิ้น 2.5 แสนราย แบ่งเป็นให้กู้แรงงานไทยคืนถิ่น 1 แสนราย คิดอัตราดอกเบี้ย 6% วงเงิน 4,000 ล้านบาท และให้กู้บัณฑิตจบใหม่ 1.5 แสนราย วงเงิน 6,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยปกติของธนาคารที่ระดับ 7.25% เฉลี่ยให้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท
รมว.แรงงาน กล่าวว่า การใช้เงินของ สปส.เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาการว่างงาน 4,000 ล้านบาทครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการว่างงานทั้งระบบ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลอนุมัติงบแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีงบที่จัดสรรให้กระทรวงแรงงานกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ใน 18 โครงการ โดยคาดหวังว่าจะช่วยให้ผู้ประกันตนที่ตกงาน และต้องการมีอาชีพเสริมสามารถกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำไปประกอบอาชีพได้ จากที่ก่อนหน้านี้จัดสรรเงินให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ วงเงิน 6,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 5% เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไม่มีการปลดคน
นอกจากมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการเสริมเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาภาระให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาลดการนำเงินส่งกองทุนประกันสังคม โดยต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียอีกครั้ง แต่หากมีข้อดีมากกว่าก็จะเร่งดำเนินการ และเสนอเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของคณะรัฐมนตรี แต่จะให้เป็นมาตรการชั่วคราว 1 ปีเท่านั้น หากเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยก็สามารถยืดระยะเวลาออกไปได้ในภายหลัง
นายไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ตกงาน เห็นว่าเงินค่าชดเชยต่าง ๆ ที่ผู้ประกันตนได้รับควรได้รับการยกเว้นภาษีด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป
คม ชัด ลึก มติชนออนไลน์ ไทยโพสต์ 9 มกราคม 2552