เริ่มต้นสัปดาห์ที่สองของปี 2552 ไม่ค่อยราบรื่นนัก
ยังไม่ค่อยได้พักจากงานฉลอง ก็ประเดิมกับคำว่า
“ข้อยไม่รู้จะทนอยู่ในสภาพอย่างนี้ไปได้อีกนนานแค่ไหน”
เจอประโยคนี้ทีไร ผมหงุดหงิดใจในทันที เพราะมันเกิดขึ้นขณะที่ผมกำลังตัดสินใจ
“ผมจะเลิกมันอีกครั้ง”
ภรรยากำลังจะเลิกเชื่อ และ ศรัทธา กับ การใช้ชีวิตคู่ ทุกอย่างเริ่มสั่นคลอน
เพราะไม่สามารถ อดรน ทนอยู่กับพฤติกรรม ซ้ำ ๆ เดิม ๆ ซึ่งเธอคะเนว่า
มันจะกลายเป็น สันดอนในไม่ช้า ขุดออกไม่ได้แน่นอน
มันตกตะกอนนอนก้นมากี่หน กี่ครั้ง มิอาจทราบได้ ตัวผมก็ลืมถามไถ่ ความในใจของเธอ
ท้ายสุด เธอถึงกับเรอ ประโยคดังกล่าวออกมาตอน ห้าทุ่มของวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2552
น้ำตานอง นอนกอง จมในความรู้สึกผิดและเสียใจ ที่ปล่อยให้มันเป็นไปมาเกือบเดือน
หนึ่ง เรียนจบใหม่ ๆ สอง เทศกาลปีใหม่
และ สาม “หนี้กองใหญ่ (chevy คันงาม)” ที่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น
เป็น ปัจจัยหลัก คอยกระตุ้นความมั่นคงของความรู้สึก
ปัจจัยรองที่พอจะผองถ่าย ระบายกลัดกลุ้มคือ L. ก. ฮ.
จั๊งซี่มันต้องถอน จั๊งซี่มันต้องถอน
ทั้งที่ควรจะงอนง้อ..นม(เมีย)...
ผมกลับกลืนความขมของเหล้าช่วยบรรเทาความอยากของตัวเอง
สิ่งนี้เอง...ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราเริ่มสั่นคลอน
เทศกาลปีใหม่ คนไทยกินเหล้า มากกว่า กินน้ำนม
จนนมล้นตลาด เกษตรกรเอาไปเทราดบนถนนหลายสาย
ประชาติ๊บตาย เชื่อเสียงส่วนหญ่าย ผมเปนโคนทาย เมาด้ายทุกเทศกาล ตามเสียงส่วนหญ่าย
ความเสียจายจึงเกิดกับโคนส่วนน้อย
“ข้าน้อย ผิดเต็ม ๆ” สรุปเอาเองว่า “เสียงส่วนใหญ่ ถูกต้อง”
ตรงข้าม เสียงส่วนใหญ่ ต้องถูก มากว่า ถูกต้อง
ความมัวหมองจึงเกิดกับผมจนถึงวันนี้ วันที่ 8 ม.ค. 2552
ก่อนจะไปร่วมงาน UKM ครั้งที่ 14 หนึ่งวัน