กลยุทธ์จูงใจให้นักเรียนอยากส่งการบ้าน
“หนูชอบส่งการบ้านแล้วค่ะ”
นางประไพ รวยสูงเนิน
ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเมืองสุรินทร์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
งานที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำนอกเวลาหรือทำเป็นการบ้านเป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มพูน ต่อยอดความรู้ความเข้าใจของนักเรียนให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถ้าครูตรวจการบ้านของนักเรียนแล้วมีการสะท้อนกลับ (reflect) ให้นักเรียนได้รู้จุดเด่น จุดที่ควรเพิ่มพูนคุณภาพให้สูงขึ้นและครูให้ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ เสริมแรง นักเรียนจะมีกำลังใจในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและสามารถเรียนรู้ได้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้เห็นประโยชน์ของการทำการบ้าน ส่งผลให้อยากเรียนรู้เพิ่มเติมโดยการทำการบ้านและค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองจนติดเป็นนิสัย
การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งด้านความรู้ ( K ) ด้านเจตคติ ค่านิยม (A ) และด้านการปฏิบัติ ( P ) เป็นกระบวนการต่อเนื่องมิได้จำกัดอยู่เพียงในชั่วโมงเรียนหรือในชั้นเรียนเท่านั้น กิจกรรมนอกชั้นเรียนก็มีความสำคัญและจำเป็นเช่นเดียวกัน การเรียนรู้เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน โดยการต่อยอดประสบการณ์จากเนื้อหาบทเรียนในชั่วโมงเรียนด้วยการขยายเนื้อหาให้กว้างขึ้นกว่าที่เรียนในห้องเรียน การประยุกต์เนื้อหาสู่ชีวิตจริง การนำความรู้ที่ได้จากการเรียนในห้องเรียนไปเชื่อมโยงกับเนื้อหาใหม่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นการท้าทายความสามารถผู้เรียนให้อยากเรียนรู้ และแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมและทำให้นักเรียน เกิดความรู้สึกว่าบทเรียนนอกเวลาและข้อมูลที่แสวงหามาเพิ่มเติมเป็นประโยชน์และ มีคุณค่าต่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น การให้นักเรียนทำการบ้าน นอกจากจะช่วยเสริมความรู้ในบทเรียนแล้ว การบ้านยังช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์และส่งเสริมคุณธรรมแก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี ปลูกฝังนักเรียนให้มีความรับผิดชอบ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
จากประสบการณ์ตรงและจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนครู ทำให้ได้ข้อมูลตรงกันว่านักเรียนส่วนมากไม่ชอบทำและส่งการบ้าน หรือส่งการบ้านล่าช้า ไม่ตรงตามกำหนดเวลา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าสนใจที่จะคิดค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการไม่ส่งการบ้านของนักเรียน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนส่งการบ้านวิชาภาษาอังกฤษที่ข้าพเจ้าสอนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนเมืองสุรินทร์
กลยุทธ์จูงใจให้นักเรียนอยากส่งการบ้านนี้ ข้าพเจ้าได้คิดค้นหาวิธีการนำไปทดลองปฏิบัติกับนักเรียนในความรับผิดชอบและมีการปรับปรุงมาเป็นลำดับ โดยมีองค์ประกอบดังนี้
1. วิธีให้การบ้าน
หลังจากการสรุปความรู้เมื่อเรียนจบในแต่ละเนื้อหาแล้ว ก่อนที่ครูจะมอบหมายให้นักเรียนทำการบ้าน ครูจะใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนอยากเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น เช่น ความรู้ที่นักเรียนเรียนไปนี้ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้อย่างไร นำความรู้ไปใช้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นได้หรือไม่ นักเรียนอยากรู้มากกว่านี้ไหม อยากรู้เรื่องอะไรมากที่สุด เป็นต้น แล้วครูค่อยเสนองาน (การบ้าน) ที่จะให้นักเรียนทำตามระดับความสามารถ
การมอบหมายงาน (การบ้าน) ควรพิจารณาในประเด็นต่อไปนี้
- ไม่ถี่
- ไม่มาก
- ไม่ยาก
- ไม่ง่าย
- ท้าทายความสามารถ
- ทำให้ฉลาดรอบรู้
ดังนั้นนักเรียนแต่ละคนจึงได้รับการบ้านที่ไม่เหมือนกันและไม่เท่ากันแต่ต้องส่งใทัตรงตาม
กำหนดเวลา
2. วิธีตรวจการบ้าน
วิธีการตรวจการบ้านที่จูงใจให้นักเรียนอยากส่งการบ้าน ต้องเป็นการตรวจงานที่ทำให้นักเรียนรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง ถึงแม้ว่านักเรียนจะทำการบ้านผิดหมดทุกข้อ แต่ถ้าเขาส่งงานตรงตามกำหนดนักเรียนก็ไม่ควรได้คะแนนศูนย์ ข้าพเจ้าค้นพบวิธีตรวจการบ้านที่นักเรียนชอบคือการตีค่าระดับคุณภาพงานด้วยภาพการ์ตูนแทนการให้คะแนนเป็นตัวเลข โดยก่อนเรียนหรือชั่วโมงแรกครูกับนักเรียน ทำข้อตกลงร่วมกัน
และกำหนดรูปแบบการ์ตูนแทนระดับคุณภาพงาน ดังนี้
คุณภาพงาน
ระดับดีมาก (4) นักเรียนจะได้ภาพการ์ตูนหัวเราะ
ระดับดี (3) ภาพการ์ตูนยิ้มปากกว้าง
ระดับพอใช้ (2) จะได้ภาพการ์ตูนอมยิ้ม
ระดับปรับปรุง (1) ภาพการ์ตูนหน้าบึ้ง
3. วิธีการสะท้อนกลับและการเสริมแรง
จากการสัมภาษณ์และสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับการตรวจงานของครู พบว่านักเรียนทุกคนชอบให้ครูตรวจงานทันทีที่เขาส่งการบ้านเพราะต้องการทราบว่าผลการทำการบ้านจะถูกหรือผิดอย่างไร โดยเฉพาะนักเรียนที่ข้าพเจ้าสอน นักเรียนต้องการทราบว่าภาพการ์ตูนของเขาจะเป็นอย่างไร หัวเราะ ยิ้ม อมยิ้ม หรือหน้าบึ้ง นักเรียนจะเปรียบเทียบกับภาพการ์ตูนของเพื่อน และมีการสะสมการ์ตูนเพื่อแลกสติกเกอร์ (ภาพการ์ตูนหัเราะ 10 ภาพจะแลกสติกเกอร์ ได้ 1 ดวง)เมื่อสิ้นภาคเรียนนักเรียนที่มี สติกเกอร์ มากที่สุด 3 อันดับจะได้รับรางวัล นอกจากการสะท้อนกลับว่างานที่ทำผิดหรือถูกอย่างไรแล้ว การเขียนข้อเสนอแนะให้นักเรียนแก้ไขข้อผิดพลาด ควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์เพื่อไม่ให้นักเรียนรู้สึกท้อแท้เบื่อหน่ายต่อการส่งการบ้านแล้วถูกครูตำหนิ หากเขา ทำผิด ผู้เขียนเสริมแรงนักเรียน โดยการนำการบ้านหรืองานที่นักเรียนทำ มาจัดป้ายแสดงผลงานและป้ายนิเทศ เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเปรียบเทียบผลงานของตนเองกับผลงานของเพื่อนเพื่อหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ด้วยวิธีนี้นักเรียนจะเกิดความภาคภูมิใจที่ผลงานของตนเองได้ถูกนำไปจัดแสดง
ผลจากการใช้กลยุทธ์จูงใจให้นักเรียนอยากส่งการบ้าน ตามองค์ประกอบและยุทธวิธีดังกล่าวข้างต้น ทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเมืองสุรินทร์ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบสอนมีความกระตือรือร้นในการทำและส่งการบ้านอย่างสม่ำเสมอและตรงตามเวลาที่กำหนด (เพราะมีเงื่อนไขร่วมกันว่า ถ้าส่งการบ้านไม่ทันกำหนด นักเรียนจะถูกลดระดับคุณภาพงานลงไป 1 อันดับ ) นักเรียนมีความสุขในการทำการบ้านมากขึ้นเพราะได้รับการบ้านตามระดับความสามารถ ทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษในชั้นที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบสอนสูงขึ้นและสูงกว่าชั้นเรียนอื่นที่ข้าพเจ้าไม่ได้สอน ทั้งที่เป็นคะแนนสอบระดับโรงเรียนและคะแนนสอบระดับชาติ
กลยุทธ์จูงใจให้นักเรียนอยากส่งการบ้านที่ข้าพเจ้านำไปใช้กับนักเรียนทำให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากไม่ชอบทำและไม่ชอบส่งการบ้านวิชาภาษาอังกฤษ กลับมาชอบและกระตือรือร้นที่จะส่งการบ้าน นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการรียนภาษาอังกฤษและสนใจใฝ่เรียนรู้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองมากขึ้น ปัจจุบันนักเรียนที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบสอนภาษาอังกฤษชอบทำการบ้านและอยากส่งการบ้าน “หนูชอบส่งการบ้านแล้วค่ะ”
การที่นักเรียนจะชอบทำและส่งการบ้านหรือไม่นั้นมีปัจจัยหลายๆอย่างเป็นต้นว่า ปัจจัยที่ตัวนักเรียนเอง เช่น นักเรียนไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมา นักเรียนไม่มีแหล่งเรียนรู้ที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม นักเรียนไม่ได้รับการเสริมแรงจากครูและผู้ปกครองหรือนักเรียนอาจยังไม่มีคุณลักษณะที่เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ผู้ปกครองและตัวนักเรียนเอง อีกปัจจัยหนึ่ง เป็นปัจจัยที่ตัวครูเกี่ยวกับวิธี หรือกลยุทธ์ที่ครูใช้ว่ามีความเหมาะสม ที่จะส่งเสริมและจูงใจให้นักเรียนอยากทำหรือส่งการบ้านมากน้อยเพียงไร ซึ่งวิธีที่ผู้เขียนคิดค้น ทดลองปฏิบัติ ปรับปรุงให้เหมาะสมตามสภาพเป็นวิธีที่ได้ผลในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะเหมาะกับนักเรียนระดับประถมศึกษามากกว่านักเรียนในระดับมัธยมศึกษาหรือระดับที่สูงกว่านี้