การให้

ที่จริงแม่ต้อยตั้งใจไว้ว่าในปีใหม่นี้ แม่ต้อยจะมาเล่าเรื่องราวต่างๆจากการทำงานบ้าง จากการท่องเที่ยวบ้างมาเล่าสู่กันฟัง  สองครั้งแรก แม่ต้อยได้เล่าเรื่องความรู้สึกดีดี ในการเข้าร่วมประชุมโครงการการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลด้วยรัก  แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะเป็นมือใหม่หัดเขียน แม่ต้อยไม่สามารถบันทึกไว้ได้( ท่านผู้รู้โปรดแนะนำ)

เพื่อไม่ให้สูญเสียความตั้งใจแม่ต้อยจึงมาเริ่มต้นใหม่เป็นครั้งที่สาม คราวนี้จะมาเล่าเรื่อง ที่ได้พบในช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมานี้ แม่ต้อยไปทานข้าวที่ร้านอาหารทะเลแถวชะอำกับครอบครัว  ปกติร้านอาหารทั่วๆไปมักจะมีแม่ค้า หรือเด็กๆมาเร่ขายของ ประเภท ของกิน ของที่ระลึก ต่างๆนานา ทุกครั้งที่ไปทานข้าวและเจอกับแม่ค้าประเภทนี้ แม่ต้อยจะไม่พยายามสบตา เพราะทุกครั้งที่ได้เห็นสายตาของคนที่อยากขายของแม่ต้อยจะต้องใจอ่อนทุกครั้ง

คราวนี้ก็เช่นกัน ในขณะที่ทานข้าวอยู่ แม่ต้อยสังเกตุเห็นเด็กชายอายุประมาณ ๑๐ ขวบ ถือพวงข้าวเกรียบว่าว มาเสนอให้ผู้ที่นั่งรับประทานอาหารอยู่  ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครซื้อ เด็กคนนั้นเดินผ่านมาที่โต้ะแม่ต้อยนั่งกับครอบครัว แม่ต้อยก็เริ่มทำอาการแบบเดิม คือไม่สบตา แต่หูได้ยินเสียงลูกชายวัยรุ่นที่นั่งติดกันบอกกับเด็กว่า " ไม่ซื้อครับ"

ในวินาทีนั้น แม่ต้อยมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาทันใด จึงบอกลุกชายว่า " ลุกช่วยเรียกน้องมาหน่อยแม่ต้อยจะซื้อ" และบอกลุกชายว่า น้องเขาลำบาก ต้องมาขายของวึ่งเป็นงานที่สุจริต หากเราช่วยได้เราก็จะช่วย ดีกว่าให้น้องไปทำอย่างอื่นที่ไม่ดี "  แม่ต้อยสังเกตุเห็นแววตาของเด้กคนนั้นตอนที่เขาเดินกลับมาหาที่โต้ะเราอีกครั้ง  แม่ต้อยคิดว่าเด็กคนนั้นเขาคงทราบว่า เราอยากซื้อไม่ใช่เพราะอยากทาน เป็นแววตาที่แสดงความขอบคุณ  เขาลังเลใจสักครู่หนึ่งแล้วยกมือไหว้แม่ต้อย และพุดว่า " ขอบคุณครับ"

เงิน ๒๐ บาทสำหรับข้าวเกรียบว่าวในวันนั้นมันมีคุณค่าและติดในความทรงจำของแม่ต้อย และคิดว่าอย่างน้อยๆ สิ่งที่เราได้ทำไปนั้นน่าจะทำให้เด็กคนหนึ่งมีกำลังใจ และที่ดีกว่านั้นสำหรับแม่ต้อยเองคือได้รับรู้เลยว่าความสุขใจจากการที่เราพร้อมจะให้คนอื่น หรือช่วยคนอื่นนั้นเป็นอย่างไร