เมื่อเช้าวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ดิฉันเอา DVD และ VCD  KM เบาหวาน version ที่มี subtitle ภาษาอังกฤษไปมอบให้ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช และ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ที่ สคส. เจ้าหน้าที่เชื้อเชิญให้เข้าห้องประชุม จึงได้รู้ว่ามีบรรดา Intern-Extern KM มาสวัสดีปีใหม่และตั้งวง AAR เรื่องราวการทำงานของตนเอง

คนที่ดิฉันรู้จักอยู่แล้วคือครูใหม่และคุณประทีป โลจนาทร อีก ๒ คนคืออาจารย์จอย (ม.รังสิต) และคุณวี (ทำงานเอกชน)

 

บรรยากาศในห้องประชุม

ครูใหม่และคุณประทีปมีธุระต้องไปก่อน จึง AAR ก่อนเพื่อน

ครูใหม่ เล่าว่าที่โรงเรียนเพลินพัฒนาเอา KM ไปใช้อย่างไรบ้าง ช่วงแรกยังมีลักษณะของการจัดตั้งอยู่บ้าง เดี๋ยวนี้มีการคุยกันเป็นปกติ มีเวทีที่ KO ช่วงชั้นมาเจอกันทุกวันพุธ มาเล่าให้ฟังว่าเจออะไรในช่วงชั้นบ้าง ใช้เครื่องมือจิตตปัญญาเข้าไปด้วย ทำให้มีเครื่องมือหลายตัวที่ทำให้คนเข้าหากันมากขึ้น

เพิ่งเอาเครื่องมือ AAR + คุณค่าไปลองใช้ นอกจากคุณค่าส่วนบุคคลแล้ว ยังพูดถึงคุณค่าของกลุ่มด้วย ตัวที่ยังด้อยคือคลังความรู้ ครูถนัดเล่าแต่ไม่ค่อยเขียนบันทึก แต่ยังดีที่ครูคิดอยากจะมี Portfolio

อาจารย์วิจารณ์เสนอแนะเรื่องที่คนไม่ค่อยบันทึกว่าที่ กฟผ. มีคนช่วยบันทึก และแนะให้หาวิธีการยกย่องคนที่ไม่เขียนบันทึกแล้วมาเขียน พอเขียนแล้วก็ยกย่องอีก

คุณประทีป บอกว่า KM ในที่ทำงานของตนผลุบๆ โผล่ๆ ล่าสุดต้องไปเริ่มทำแผนกันใหม่ แต่ละคนสนใจแต่งานตัวเอง feeling ไม่เหมือนโรงเรียน เหมือนโรงงานมากกว่า ยังมีความคิดที่ยังจูนกันไม่ลงระดับหนึ่ง

ที่จับต้องได้บ้างคือความรู้สึกระหว่างกัน มีความเอื้ออาทรระหว่างกันอยู่ คิดว่าพอเริ่มวางแผนได้คุยกันคงจะดีขึ้น การที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะตนเองที่ขึ้นๆ ลงๆ

อาจารย์วิจารณ์เสนอแนะว่าคนที่แยกเป็นฝ่ายอาจใช้ SSS แต่ต้องตั้งโจทย์ให้ดี เช่น ให้ฝ่ายสอนมาเล่าว่าการทำงานอันไหนที่ฝ่ายขายทำแล้วเอื้อต่อฝ่ายสอน แล้วให้ฝ่ายขายมาเล่าบ้างว่ามีงานไหนที่ฝ่ายสอนทำแล้วฝ่ายขายทำงานง่ายขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้าไม่เกื้อกูลตนจะขาดทุน

อาจารย์จอย   มีเรื่องเล่าการทำงานที่ยาว ทั้งงานที่ทำกับหน่วยราชการ และงานด้านการศึกษา อาจารย์จอยเล่าด้วยความมั่นใจ มีแนวคิดทฤษฎี-กระบวนการ และบอกหลายครั้งว่าตนเองเป็นนักสังเคราะห์ รายละเอียดมีมาก เสียดายที่ดิฉันบันทึกได้ไม่ครบถ้วน

งานกับหน่วยราชการเป็นการยกระดับงานเดิม เห็นว่ากำลังจะเริ่มต้น แต่ไม่มีบรรยากาศทางด้านองค์กร เข้าไปทำให้เห็นว่า KA เป็นอย่างไร (One page knowledge) มีกรอบในการเล่าเรื่อง ที่ทำออกมาได้คือสำนักงานประกันสังคม

กองทัพเรือมีเงินเยอะ แต่จะเน้น IT ปี ๕๑ จึงได้เล่นแต่เรื่องบรรยากาศ ส่วน วช. พบว่าคนฟัง KM มาแล้วไม่ต่ำกว่าคนละ ๒-๓ ครั้ง ได้ให้ไปจับคู่เล่าเรื่อง ได้เรื่องเล่า ๘๐ กว่าเรื่อง มีประมาณ ๒๐ เรื่องที่น่าจะไปทำต่อ จะไปทำแผนยุทธศาสตร์ KM เพื่อการขับเคลื่อนองค์กร นอกจากนี้ยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับ กทม.อีก

สำหรับงานด้านการศึกษา อาจารย์จอยเล่าว่ามีการใช้ KM อย่างไรในการศึกษา ป.ตรี ป.โท ใน ป.ตรี สิ่งสำคัญคือใช้ KM ในการจัดการกับตนเอง เช่น คิดวิสัยทัศน์/ความฝันของตนเองอยากเป็นอะไร ........ทำให้นักศึกษากล้าที่จะขอโทษเพื่อน .....ได้รับการประเมินที่ดีจากนักศึกษาติดต่อกัน ๓ ปี

Next step เพิ่งไปทำงานกับ มสช. และมูลนิธิสดศรีฯ เรื่อง Humanized healthcare (อาจารย์จอยมองว่าการได้เข้าไปทำอะไรเป็นเรื่องของธรรมะจัดสรร) เข้าไปเป็น Fa ถอดประสบการณ์ความรู้จากเรื่องเล่า คนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการถอดจิต คิดว่าต้องขับเคลื่อนทางจิตเยอะๆ

ไปทำกระบวนการมีส่วนร่วมที่โรงเรียนที่ปราจีนบุรี มีหลายฝ่าย อบต. ด้วย อบต.จะทำเรื่องการศึกษา (ขับเคลื่อนการศึกษาโดยใช้ KM) พบว่าเด็กมีปัญหาเรื่อง mind set ไม่รักการเรียนรู้ ไม่เห็นคุณค่าของการเรียนรู้

คุณวี ซึ่งอยู่ในสายงาน HR เล่าประสบการณ์การทำงานในบริษัทเอกชน ๒ แห่งว่าตนเองประยุกต์ KM ในการทำงานอย่างไร ได้ฝึกตนเอง มีผลอะไรที่เกิดกับตนเอง

การทำงานในบริษัทแห่งแรก ๔ เดือน ทำงานในโรงงาน มีแทรก KM ในการทำงานซึ่งได้เขียนสรุปเป็นระยะใน blog โจทย์ที่สงสัยคือทำไม HR manager อยู่ไม่ได้ ในการ training พนักงาน มีการประยุกต์หลักสูตร ดูว่าเขาต้องการอะไร ใช้การแลกเปลี่ยนระหว่างคนเก่า-คนใหม่บวก AAR แล้วมีการติดตาม

งานอีกแห่งเป็นโรงงานที่กำลังสร้าง ผู้บริหารสนใจเรื่องคน พยายามคิด activities มองว่าคนที่นี่มีแต่คนเก่ง เพราะมีประสบการณ์เยอะ ใช้กระบวนการ KM เช่น ติดบอร์ดข่าวสาร พาคนไปดูงานที่มูลนิธิลูกพระดาบส การเชื่อมประสานคนภายในและภายนอก

ถึงเวลาที่ดิฉันเป็นผู้เล่าบ้าง ต้องออกตัวก่อนว่าไม่เคยเป็นทั้ง Intern และ Extern KM แถมไม่ค่อยรู้หลักการมากเหมือนอาจารย์จอย ได้รู้จัก KM เพราะอาจารย์วิจารณ์เปิดโอกาสให้ และเรียนรู้เพิ่มเติมเอาเองจากการอ่านบันทึกใน blog อาจารย์วิจารณ์บอกว่าเป็น “Out-tern” รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดติดตามนะคะ

วัลลา ตันตโยทัย