• วิกฤตซับไพรม์ (การให้กู้ซื้อบ้านแก่ลูกค้าเกรด บี) เริ่มมาปีเศษ เป็นการแตกของฟองสบู่เศรษฐกิจ ที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้น เกิดโดมิโนของวาณิชธนกิจขนาดยักษ์ ได้แก่ แฟนนี่ เมย์, เฟรดดี้ แม็ค, แบร์ สเติร์นส, เลห์แมน บราเธอร์ส, เมอร์ริล ลินซ์, เอ.ไอ.จี. • ที่มาของวิกฤติเริ่มไม่ถึง ๑๐ ปี เมื่อมีการคิดนวัตกรรมวิธีทำให้หนี้เกรด บี กลายเป็นหนี้เกรด เอ ด้วยระบบที่เรียกว่า CDS = Credit Default Swap (ตราสารอนุพันธ์ชนิดประกันความเสี่ยงจากการผิดชำระหนี้) ซึ่งเวลานี้ประมาณว่ามีมูลค่าถึง ๖๒ ล้านล้านดอลล่าร์ ทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าเกรด บี ได้เหมือนเป็นลูกค้าเกรด เอ • นวัตกรรมนี้คือระบบกระจายความเสี่ยง ในการสร้างความร่ำรวยจากสินเชื่อด้อยยคุณภาพ ความเสี่ยงนั้นจริงๆ แล้วกระจายไปทั่วโลก ผ่านการลงทุนไขว้กันไปไขว้กันมา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย แต่นับได้ว่าประเทศไทยแค่ถูกหางเลขนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น ไม่ถึงกับเกิดบาดแผล • แต่เงื่อนไขของการกู้ไปผ่อนส่งบ้าน/อสังหาริมทรัพย์ของลูกค้าเกรด บี ที่เรียกว่า subprime mortgage ไม่ร้ดกุม เปิดช่องให้มีการเบี้ยวหนี้ ปล่อยให้ยึดบ้าน โดยตนเองเจ็บน้อย การเบี้ยวหนี้กลายเป็นโรคระบาด เมื่อระบาดมากเข้า ความเสี่ยงไปตกที่สถาบันการเงินไหนมาก ก็ล้ม ผลก็ลามไปที่สถาบันอื่นที่ค้ำประกัน หรือซื้อตราสารไว้ เกิดเป็นโดมิโน • ผลดีจากนวัตกรรมกระจายความเสี่ยง (แทนที่จะใช้หลักป้องกันความเสี่ยงอย่างที่เคยใช้) คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ สถาบันการเงินชอบ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมพัฒนาที่ดิน ชอบ และรัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากขึ้น เมื่อเกิดความผิดพลาดของระบบก็จำเป็นต้องโอนความรับผิดชอบให้แก่ผู้เสียภาษี รัฐบาลสหรัฐต้องใช้เงิน ๘๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ ช่วย แบร์ สเติร์น และต้องใช้อีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ (๕% ของ จีดีพี) ซื้อหนี้เน่าของสถาบันการเงิน เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจเอาไว้ มีผู้ศึกษาพบว่าในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา การกู้วิกฤติการเงินของประเทศต่างๆ ใช้เงินโดยเฉลี่ย ๑๖% ของ จีดีพี • บทความใน ดิ อีโคโนมิสต์ บอกว่า ที่ผ่านมาสหรัฐแก้ปัญหาแบบ tactical คือแก้ทีละเปลาะ เขาบอกว่าจะยิ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา ต้องหันไปใช้แนวทาง strategic คือแก้ทั้งระบบ หรือแก้อย่างเป็นระบบ • กรณีวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ปี ๒๐๐๗ - … และของไทยปี ๑๙๙๗ – ๒๐๐๐ น่าจะเป็นกรณีศึกษาและเปรียบเทียบทางวิชาการของนักวิชาการด้านการเงิน ที่เอาไปทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกได้หลายคน ตั้งโจทย์ทั้งด้านสาเหตุ กระบวนการเยียวยาระหว่างเกิดอาการ และวิธีการรักษาโรคและฟื้นสภาพ ที่จริงหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยน่าจะจัดเป็นชุดโครงการวิจัย เพื่อสร้างความรู้เอาไว้ใช้ในอนาคต เพราะเรื่องฟองสบู่เศรษฐกิจนี้ ไม่นานก็คงจะกลับมาอีก ในอีกอวตารหนึ่ง วิจารณ์ พานิช๒๒ ก.ย. ๕๑
หนูก็เสนอให้มีนักศึกษานิติศาสตร์ที่ศึกษากฎหมายการเงินและการลงทุนมาทำวิทยานิพนธ์ในเรื่องประมาณนี้เสมอมา
แต่ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก
ค่านิยมของคนอาสามหาบัณฑิตทางนิติศาสตร์ มักจะเรียนเพื่อให้ตัวเองได้มาซึ่งสิทธิเข้าสอบสนามเล็กในการสอบผู้พิพากษาหรืออัยการ
ดังนั้น ก็ไม่นิยมทำหัวข้อที่ยากไป กล่าวคือ คิดเองทั้งหมด นับหนึ่งใหม่ จะนิยมที่จะวิเคราะห์จากงานที่มีอยู่แล้ว
หันไปพิจารณาจากการทำวิจัย ก็ค่อนข้างน้อย เพราะประชาคมวิจัยในเรื่องนี้ไม่ค่อยเกิดค่ะ คนที่อยากทำ พอโดดเดี่ยวมากๆ ก็เหี่ยว เฉา และหมดแรงใจ...........
สวัสดีปีใหม่ค่ะ