ย้อนกลับไปเมื่อสักห้าเดือนก่อน (กรกฎาคม ๒๕๕๑) ก่อนหน้าที่จะลงมือสร้างบ้านหลังสุดท้ายนี้สักหนึ่งเดือน...

ตอนนั้นองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ ให้เราออกแบบบ้านหลังสุดท้ายนี้โดยให้โจทย์ว่า “ดูแล้วต้องไม่เหมือนเมรุ”
เราก็เขียนแล้ว เขียนอีก เขียนเป็นสิบ ๆ แบบก็ “ไม่ผ่าน” (แถมไม่ได้เรื่องอีกต่างหาก) ด้วยเพราะเราติดกรอบแคบ ๆ และโง่ ๆ ของเราก็คือ “ประหยัด ประหยัด และ ประหยัด”

“ต้องประหยัดนะ เราจะไม่ใช้เงินที่ญาติโยมถวายมาให้สิ้นเปลือง จะใช้เงินมากมายเพื่อความสวยงามนี้ได้อย่างไร ไม่เห็นคุ้มค่าเลย ไม่ได้ ไม่ได้” (ความคิดโง่ ๆ ของเราเป็นซะอย่างนั้น...)

ตอนนั้นเราติดกรอบโง่ ๆ นี้อยู่เป็นเดือน จนกระทั่งท่านอาจารย์ต้องให้อาจารย์และลูกศิษย์ที่เป็นสถาปนิกอีกท่านหนึ่งช่วยออกแบบ เขียนให้ โดยเราเองได้แต่เถียงอยู่ในใจว่าทำไมถึงต้องทำให้สิ้นเปลืองขนาดนั้น “ไม่ทำ พอกันที ทำแบบนี้ไม่ถูก”

แต่แล้วคนที่มาช่วย ช่วยแล้วเขาก็ไป สุดท้ายงานแก้ไขแบบก็ต้องตกมาอยู่ที่มือเรา
เราก็แก้ไปอย่างงั้น อย่างงั้น (ไม่เต็มใจเลย) อยากจะเข้าไปกราบเรียนถามท่านอาจารย์นะ แต่ก็ไม่ เพราะตั้งแต่บวชมา เราก็ไม่ค่อยได้ถามอะไร เราชอบเก็บไว้แล้วหาคำตอบเอง

ตอนนั้นเราก็ “ทำไปโดยสักแต่ว่าทำ” ไปทำงั้น ๆ ท่านให้ทำก็ทำ ไม่มีคอมเมนต์ มีหน้าที่เขียนก็เขียนไป มีหน้าที่วาดก็วาดไป มีหน้าที่สั่งของ คุมงาน ก็ทำไป (ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ เพราะใจยังไม่เคลียร์)

เราเก็บความอึดอัดนี้มานานกว่าสองเดือน (โง่นานเหมือนกันนะ)
ท่านอาจารย์คงต้องอดทนกับทิฏฐิมานะของเรามาก เพราะเอานี้เป็นพวก “ดื้อเงียบ…”

แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ความโง่เริ่มจางคลาย เมฆดำที่เคยปกครึ้มปิดบังใจได้หายไปเพราะ “รอยยิ้ม”

รอยยิ้มของโยมที่ช่วยวิ่งส่งของ ซื้อของ ติดต่อประสานงานให้เรา
รอยยิ้มของโยมที่ได้ถวายปัจจัย ถวายแรงงานช่วยเราทำงานในครั้งนี้

ถ้าท่านอาจารย์ไม่ให้ “โอกาส” เขาทั้งหลายก็จะไม่ได้ “ยิ้ม”

ยิ้มจากการที่ได้ร่วมทำความดี ได้ร่วมกันเสียสละ

ตอนนั้นสมองเราเหมือนกับหนังที่ต้องฉายภาพถอยหลังไปเมื่อครั้งที่เราเคยโกรธ เคยไม่พอใจท่านอาจารย์ ว่าทำไมท่านต้องทำอะไรเลิศหรูอลังการณ์ขนาดนี้ “เรานี่แย่จริง ๆ”

ท่านจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้
ไม่ต้องสร้างก็ได้ ท่านจะได้พักแบบ “สบาย สบาย...”

แต่ความเมตตาของครูบาอาจารย์มากล้น มากมายเหลือคณานับ

ท่านยอมเหนื่อยทั้งกาย ทั้งใจเพื่อให้ลูกศิษย์ได้มี “โอกาส” ทำความดี


ท่านเมตตาสอนเราทุกวั๊น ทุกวัน วันหนึ่ง ๆ นับเป็นชั่วโมง ชั่วโมง
ไปสอนเราตั้งแต่วิธีการก่อสร้าง วิธีการผสมปูน วิธีการสั่งของ วิธีการพูด
สอนเราทั้งรอบเช้า รอบสาย รอบบ่าย รอบเย็น และยังมีรอบดึกอีก (คนโง่ ๆ อย่างเราสอนยาก โง่ยังไม่พอแถมยังมีทิฏฐิมานะสูงอีกต่างหาก)

เราแย่ถึงปานนี้แต่ท่านก็ยังให้ “โอกาส” เราได้ทำงาน ได้ทำความดี ได้เสียสละ

บางครั้งเราถึงกับขั้น “หนี” เลยนะ (หนีไปนอน) ไม่สน ไม่ทำแล้ว
แต่วันรุ่งขึ้นท่านก็ยิ้มแล้วก็ให้ “โอกาส” เราไปทำงานต่อ ไม่บ่น ไม่ดุ ไม่ว่าเราสักคำ (แทบจะร้องไห้กับความเมตตาที่ท่านมีให้เราเลย)


หากท่านไม่ดำริ เราเองก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ ได้พัฒนา ได้ “ภาวนา” มากขนาดนี้
หากท่านทำอะไรง่าย ๆ ญาติโยมเองก็ไม่มีโอกาส “ร่วม” สร้างบ้านหลังนี้
หากท่านทำแบบธรรมดา เราก็ไม่มีโอกาสได้คิด ได้พัฒนา ได้สร้างปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรม


ครั้นเมื่อท่านให้โอกาส มีญาติโยมมากหน้า หลายตา ได้มา “มีส่วนร่วม” ทำงานในครั้งนี้
คนมีเงินก็ให้เงิน คนไม่มีเงินก็ช่วยแรง คนมีศรัทธาก็พึ่งพาด้วยสองมือ คนไม่ยึด ไม่ติด ไม่ถือ ก็ช่วยทำ

มีคนมากมายต่างได้ “สาละวน” ทั้งพนักงานส่งของจากร้านก่อสร้าง วิ่งเข้า วิ่งออก
เจ้าของร้านก็ดีเหลือหลายช่วยลัดคิว แซงคิวให้ ซื้ออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังวิ่งมาส่ง และแล้วทุกคนก็ได้ “ยิ้ม” ด้วยเหตุแห่งโอกาสอันดีนี้

ทุกคนต่าง “กุลี กุจอ” ตามกำลังที่ตนมี

หรือเมื่อครั้งที่ช่างทำห้องน้ำเลอะเทอะ (เลอะมาก) ก็มีอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับ ดร. พร้อมแฟน และน้อง ๆ มาช่วยกันล้างห้องน้ำ ขัดส้วม ให้กับช่างได้ใช้

วันเสาร์นั้นเขาล้างกันตั้งแต่กินข้าวเสร็จ (11.00 น.) จนไปถึงโน่น “เกือบหกโมงเย็น” ขัด ๆ ถู ๆ กันอยู่อย่างนั้น นี่คือโอกาสที่เขาได้ทำ “ทำความดี...”

บริษัทขายเตาเอย ร้านขายกระเบื้องเอย ร้านขายข้าวกล่อง หรือแม้กระทั่งแม่ชีที่ทำน้ำหวาน ทุก ๆ คนต่างได้โอกาสทำบุญ สร้างกุศล ร่วมทำความดี ร่วมเสียสละ

หรือแม้ว่าคนที่เดินไปเดินมา ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งแรง รวมทั้งขาดเวลา อย่างน้อยก็ได้ “ร่วมยิ้ม” อย่างเบิกบานให้กับบ้านหลังสุดท้ายที่ “น่ารัก”


สิ่งทั้งหลายเหล่านี้คือ “โอกาส” ที่ท่านได้เมตตาเสียสละมอบให้แก่พวกเราทั้งหลาย
เพราะถ้าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ก็จะไม่มีอะไรต่ออะไรให้ทำ

โอกาส... เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างเหลือล้น
โอกาส... เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องขวนขวาย
โอกาส... เป็นสิ่งที่ต้องคว้าให้ได้ก่อนจะตาย
โอกาส... เป็นสิ่งที่ต้องขวนขวายเมื่อได้ทำ...

ป.ล. ถ้ามีโอกาสแล้วได้โปรดอย่า “โง่” แบบผมนะ...