ศีลข้อกาเมฯ

วันนี้... (วันพระ) ได้นำศีลข้อสามมาเป็นหัวข้อธรรมเทศนา โดยเริ่มจากการแปลคำสมาทานศีลว่า...

  • กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณีสิกขาปทํ สมาทิยามิ
  • ข้าพเจ้ารับเอาซึ่งหัวข้อในการศึกษาในเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย

คำว่า กาม ในบาลีมีความหมายกลางๆ เช่น สิกฺขกาโม ผู้ใคร่ในการศึกษา หรือ ธมฺมกาโม ผู้ใคร่ในธรรม มีความหมายเชิงบวก... ขณะที่ วัตถุกาม วัตถุเป็นเหตุใคร่ หรือ กิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่ กลับมีความหมายเชิงลบ...

ส่วน กาเมสุ มิจฉาจารา ในศีลข้อสามนี้ตามตัวแปลว่า การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ซึ่งในอรรถกถาได้ขยายความไว้ว่า การประพฤติโดยเอื้อเฟื้อของคนสองคนเพื่อเสพอสัทธรรมอันบัณฑิตติเตียนโดยส่วนเดียว... ขณะที่สำนวนแบบไทยๆ เข้าใจกันว่าการประพฤติผิดลูกเมียหรือผัวผู้อื่น การเป็นชู้ (หรือสำนวนปัจจุบันว่าการมีกิ๊ก) ก็จัดว่าเป็นการผิดศีลข้อนี้...

 

ลำดับต่อมาก็ได้แสดงถึงองค์ประกอบของศีลข้อนี้ ซึ่งมี ๔ ประการด้วยกัน กล่าวคือ

  • วัตถุที่ไม่พึงถึง ( บางครั้งก็แปลทับศัพท์ว่า อคมนียวัตถุ )
  • จิตคิดจะเสพ
  • ความพยาม
  • การยังมรรคให้ถึงมรรคหยุดอยู่

อรรถาธิบายขององค์ประกอบศีลข้อนี้ ค่อนข้างจะพิศดารกว่าข้ออื่น แต่ผู้เขียนได้รวบรัดแสดงให้พอสมควรแก่เวลา โดยเริ่มต้นจากการอธิบายว่า วัตถุที่ไม่พึงถึงสำหรับบุรุษก็คือสตรี และสำหรับสตรีก็คือบุรุษนั้นเอง โดยอ้างตามคัมภีร์ว่า บรรดาสตรี ๒๐ จำพวกนั้น ๘ จำพวกแรก ถือว่าเป็นมิจฉาจารสำหรับบุรุษทั่วไป ส่วนอีก ๑๒ จำพวกนั้นเป็นมิจฉาจารสำหรับบุรุษผู้มิใช่สามี ฝ่ายบุรุษผู้เป็นสามีของพวกนางก็เช่นเดียวกัน จัดเป็นมิจฉาจารสำหรับสตรีอื่น แล้วก็ยกตัวอย่างสตรี ๘ จำพวก...

สตรีที่มารดารักษา หรือสตรีที่ญาติพี่น้องรักษาเป็นต้น จัดว่าเป็นสตรี ๘ จำพวก สตรีเหล่านี้ พวกเธอมีผัสสะเป็นของตนเอง เพราะบิดามารดหรือญาติพี่น้องนั้น มิได้เป็นใหญ่ในผัสสะของพวกนาง บิดามารดาและญาติพี่น้องเหล่านั้น รักษาพวกนางไว้ให้อยู่ในจารีตประเพณีเท่านั้น มิได้รักษาไว้เพื่อจะเชยชมผัสสะของนาง... ดังนั้น หากสตรีเหล่านี้พอใจบุรุษใดที่ไม่มีภรรยาก็ไม่จัดว่าเป็นมิจฉาจาร

นัยตรงกันข้ามกับสตรีผู้มีสามีแล้วอีก ๑๒ จำพวก มีสตรีที่ธงนำมา กล่าวคือสตรีที่ถูกกวาดต้อนมาจากฝ่ายแพ้สงครามแล้วบุรุษบางคนรับนางไว้เป็นภรรยา หรือสตรีผู้อยู่ด้วยความพอใจกับบุรุษในฐานะภรรยา เป็นต้น สตรีผู้มีสามีแล้วเหล่านี้ มีผัสสะเป็นของสามี ดังนั้น จึงเป็นมิจฉาจารในเมื่อถึงบุรุษอื่นผู้มิใช่สามีของตน ทำนองเดียวกัน บุรุษผู้มีภรรยาแล้วก็จัดว่าเป็นมิจฉาจารในเมื่อถึงสตรีอื่นผู้มิใช่ภรรยาของตน เพราะผัสสะเป็นของภรรยา

รายละเอียดประเด็นนี้มีมาก แต่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างอีกสองเรื่อง คือ สตรีที่มีอาชญารอบ ซึ่งพระราชามีราชโองการห้ามไว้ ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าตรงกับกฎหมายพรากผู้เยาว์ในปัจจุบัน นั่นคือ แม้สตรีที่เป็นสาวรุ่นอายุยังไม่ถึง ๑๕ ปีจะพอใจในบุรุษใด แต่บุรุษนั้นก็จัดว่าเป็นมิจฉาจาร เพราะสตรีนั้นมีอาชญารอบหรือกฎหมายป้องกันไว้....

อีกอย่างหนึ่ง คือ สตรีอันธรรมหรือโคตรรักษา เทียบปัจจุบันก็พวกนางชีผู้นุ่งขาวห่มขาวเป็นต้น แม้นางจะพอใจอยู่ร่วมกับบุรุษก็จัดว่าเป็นมิจฉาจารทั้งสองฝ่าย... โดยการเทียบเคียงพระ-เณรก็เช่นเดียวกัน จัดว่ามีธรรมหรือโคตรรักษา แม้สตรีใดชอบพออยู่ร่วมกับพระ-เณรด้วยความพอใจก็จัดว่าเป็นมิจฉาจาร...

 

จากนั้นก็ย้อนกลับมายังองค์ประกอบข้ออื่นๆ ในศีลข้อสามอีกครั้ง ซึ่งตามคัมภีร์กล่าวไว้ว่า สตรีโดยมากนั้น มีจิตคิดจะเสพ แม้ไม่มีความพยายามก็เป็นมิจฉาจารได้เพราะสำเร็จความประสงค์... และบางครั้งในเมื่อสตรีทำหน้าที่แบบบุรุษคือเริ่มต้นก่อน แม้บุรุษไม่มีความพยายาม แต่มีจิตคิดจะเสพก็เป็นมิจฉาจารได้เช่นเดียวกัน...

ดังนั้น องค์ประกอบ ๔ ประการเหล่านี้ ท่านกล่าวไว้โดยไม่มีส่วนเหลือ แต่เพียง ๓ ประการคือเว้นความพยายามก็จัดเป็นมิจฉาจารในเมื่อสำเร็จความประสงค์... อย่างไรก็ตาม แม้สำเร็จความประสงค์ แต่หากฝ่ายบุรุษหรือสตรีไม่มีจิตคิดจะเสพ ก็ไม่จัดเป็นมิจฉาจาร

ส่วนองค์ประกอบข้อสุดท้าย การยังมรรคให้ถึงมรรคหยุดอยู่ ผู้เขียนก็ขยายความว่าเริ่มตั้งแต่การจับมือถือแขนเป็นต้นไป ส่วนที่เหลือทุกคนอาจคิดได้เอง...

 

ประการสุดท้าย โทษหรือบาปของศีลข้อสาม ท่านอธิบายไว้ว่า มิจฉาจารถือว่ามีโทษหรือบาปน้อยในเพราะวัตถุที่ไม่พึงถึงคือสตรีหรือบุรุษนั้นเป็นผู้มีคุณธรรมน้อย และจัดว่ามีโทษหรือบาปมากในเพราะสตรีหรือบุรุษนั้นเป็นผู้มีคุณธรรมสูง นัยนี้ เน้นที่คุณธรรมของผู้ถูกล่วงละเมิดเป็นเกณฑ์

ถ้าว่าทั้งบุรุษและสตรีมีความพอใจร่วมกัน มิจฉาจารถือว่ามีโทษหรือบาปน้อยในเพราะมีความพยายามอ่อน และจัดว่ามีโทษหรือบาปมากในเพราะมีความพยายามแรงกล้า...

อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาจารที่ให้เป็นไปด้วยการกดขี่ข่มเหงหรือข่มขืนชำเราจัดว่ามีโทษหรือบาปมาก ซึ่งโทษหรือบาปมากเพียงใดในประเด็นนี้ ให้พิจารณาถึงระดับของความรุนแรงในการกระทำ...

สิ่งสำคัญที่สุด ท่านให้พิจารณาถึงความพยายามและกิเลส กล่าวคือ ถ้าความพยายามและกิเลสอ่อนก็จัดว่ามีโทษหรือบาปน้อย แต่ถ้ามีความพยายามและกิเลสแรงกล้าก็จัดว่ามีโทษหรือบาปมาก

  • เอวํ ก็มีโดยประการฉะนี้