ระหว่างทางพวกเราปวดฉี่ มีหญิงไทยใจกล้าวิ่งเข้าข้างทาง ๑ คน อิอิ

        วันที่ ๒๐ ธ.ค. ผมกับครูบาตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อไปเดินดูตลาดด้วยกัน ออกไปเดินไม่เจอคนเลย หมายังไม่เจอ..อิอิ เดินกลับแล้วเลยโรงแรมไปดูอีกด้านหนึ่งก็ไม่มีอะไร  ในที่สุดก็เดินกลับมาพอให้เหงื่อซึมๆ เราออกเดินทางไปทานอาหารเช้าที่ร้านเฮือนลาว ผมเห็นราคาข้าวต้มชุดที่ทำเป็นอาหารเช้าหัวละ ๒๖,๐๐๐ กีบ ข้าวต้มที่เสิร์ฟเป็นข้าวใหม่ใส่เผือกผสมลงไปด้วยหอมอร่อย เลยฟาดซะ ๒ ชาม

แล้วเราออกเดินทางไปเที่ยวตลาดกัน ผมได้ถุงมือมาคู่หนึ่งกันหนาวในราคา ๕๐ บาท รู้ว่าแพงแต่ก็ซื้อดีกว่าทนหนาว อิอิ ตอนหลังเจ้าเดิมเอาอันใหม่ออกมาดูดีกว่าเก่าแต่ก็ขาย ๕๐ บาทเหมือนกัน แล้วเราก็ขึ้นรถเดินทางกันต่อ จากหลวงน้ำทา เดินทางผ่านพรมแดนประเทศลาวที่ให้สัมปทานจีน ๙๐ ปี ด้านฝั่งลาวเรียกบ่อเต็น ฝั่งจีนเรียกด่านโมฮัน เส้นทางสายนี้เป็นภูเขา และจีนใช้วิธีเจาะอุโมงค์มีอยู่เกือบ ๓๐ แห่งแต่ผมไม่ได้นับขี้เกียจนับ แฮ่...

 ระหว่างทางพวกเราปวดฉี่รถเลยหยุดอยู่บนภูเขาให้พวกเราปล่อยข้างทาง มีผู้ชายเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีหญิงไทยใจกล้าวิ่งเข้าป่าไป ๑ คน อิอิ  เทคนิคของเธอคือถ้าไม่เห็นพวกเราก็แสดงว่าพวกเราไม่เห็นเธอ..ฮา...

        สิ่งที่เห็นสองข้างทางทำเอาผมตกใจและบอกให้เพื่อนๆดูก็คือ จีนปลูกยางพาราเยอะมากกกกกก ภูเขาทุกลูกตามเส้นทางห้วยทรายมาถึงสิบสองปันนาปลูกแต่ยางพาราทั้งนั้นมีหลายรุ่น เมื่อมาเกือบถึงกันหลันป้ายังเจอกับกล้วยหอมอีกสุดลูกหูลูกตา และเครือกล้วยหอมถูกห่อด้วยพลาสติกอย่างดี

  เมื่อเกษตรอย่างวเราที่ว่าเข้า WTO เราจะได้ส่งสินค้าเกษตรไปขายจีน เห็นวันนี้แล้วขอบอกว่าเลิกฝันลมๆแล้งๆเสียทีเหอะ ราคายางพาราขึ้นไม่ใช่ฝีมือนายกทักษิณหรือไทยรักไทย หรือนายกชวนหรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นเพราะความต้องการของตลาดจริงๆ  พอมาตอนนี้ยางพาราราคาตกไม่ใช่เพราะการบริหารของพรรคพลังประชาชนหรือของใครต่อใครหรอกเลยโทษคนอื่นกันเสียที ยอมรับเหอะว่าเพราะจีนซื้อ น้อยลง ที่น้อยลงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจ การผลิตรถยนต์น้อยลง การใช้ยางพาราก็น้อยตามลงไปด้วย แถมยางพาราของจีนก็กำลังเริ่มจะเก็บน้ำยางได้แล้ว และพอได้เต็มที่แล้วเขายังจะซื้อจากเราเหรอ สงสัยจริง....และสงสัยว่ากล้ายางพาราที่มีข่าวว่าทุจริตกันนั้น เอาไปปลูกภาคอีสาน นอกจากทุ่งกุลาแล้วใครจะร้องไห้กันอีกละเนี่ย....เฮ้อ...

        เวลาที่จีนแตกต่างกับไทย ๑ ชั่วโมงโดยจีนเร็วกว่า วันนี้เราได้กินข้าวเที่ยงเมื่อตอนบ่ายสามของจีน ผมทานจนอิ่มเพราะหิว อาหารอร่อยไปทุกอย่าง แล้วเราก็เดินทางเข้าหมู่บ้านที่เราจะไปพักแบบโฮมสเตย์ แต่การจัดการค่อนข้างสับสนระหว่างการจัดให้ผู้หญิงกับผู้ชายเข้าพัก แต่ในที่สุดก็ปรับตัวกันจนได้ แต่พวกที่มีความจำเป็นต้องแยกออกไปนอนข้างนอกก็มี เลยให้ไกด์ช่วยพาไปหาโรงแรมให้แม้จะไม่ได้โรงแรมดีเด่อะไรก็ยังดีกว่าต้องนอนในบ้านที่ทำเครื่องเงินและยังไม่หยุดทำงานแม้แต่ตอนที่พวกเราเข้าไป ดูเหมือนกับว่าเราไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา แต่กลิ่นของสารเคมีที่ใช้ทำเงินทำเอาพวกเราไม่ค่อยไหว ครูบากับผมเป็นโรคภูมิแพ้ และครูบาเกรงใจคนอื่นที่พอตกกลางคืนจะไอมาก หากนอนกันมุ้งละ ๒-๓ คนติดกัน ๔-๕ มุ้ง พวกไม่ต้องหลับต้องนอนกันแน่ แต่นอนกับผมได้สบายเพราะครูบาจะไออย่างไรผมก็หลับได้ เพียงแค่คอยดูเพื่อให้การช่วยเหลือหากมีเหตุฉุกเฉินหายใจไม่ออก และครูบาก็ชินกับเสียงกรนของผมแล้ว ฮา...

        การต้อนรับพวกเรามีการจัดเลี้ยงและมีการร่ายรำ ที่นี่ไกด์บอกว่าถ้าคนสวยเขาจะเรียก "นางตัวดี" ผมเห็นนางตัวดีหลายคน แล้วไกด์ก็บอกว่าถ้าทำสวยทำดีเขาจะบอกว่า "พาราณาสี" คนที่นี่สามารถพูดภาษาไตลื้อซึ่งก็คล้ายภาษาไทยภาคเหนือได้ เขายังชวนผมซื้อลูกยาง(พารา)ที่นำมาร้อยเป็นเส้นกับฝักฝางและเขียนเป็นภาษาจีนว่าสิบสองปันนา เปล่า...ผมไม่ได้อ่านออก แต่ถามเขาว่าเขียนว่าอย่างไร เขาตอบว่าสิ๊สองป่านน่า การแสดงสวยงาม น่ารัก เด็กๆที่นี่ก็น่ารัก ผมเก็บภาพมาหลายภาพ

          แล้วผมก็ต้องเดินทางไปที่พักพร้อมครูบาเมื่อการแสดงชุดที่สองจบลง (ยังมีต่อ)