ไปเจอลิฟท์(นักร้อง-นักแสดง) เฮียเหลียงถามว่ารู้จักลิฟท์ไหม ผมตอบว่าไม่รู้จัก รู้จักแต่กระไดเลื่อน ฮา...

พวกเรา สสสส.๑ ออกเดินทางไปศึกษาดูงานทางภาคเหนือ ที่เชียงราย แล้วข้ามไปฝั่งลาวที่หลวงน้ำทา แล้วไปหาญาติที่สิบสองปันนา ระหว่างวันที่ ๑๘ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ เราบินจากดอนเมืองถึงเชียงราย ผมพบน้องน้ำฟ้าและปรายดาวชาวแซ่เฮมารับที่โรงแรมริมกก มาถึงน้องน้ำฟ้าและปรายดาวเข้ามากอดแบบเต็มๆ พูดคุยกันยกใหญ่ พวกเพื่อนๆตื่นเต้นกันใหญ่อยู่มีสาวสวยน่ารักเข้ามากอด..อิอิ อิจฉาละสิ...อ้อ มื้อเที่ยงมื้อนี้ ส..จุ๊ จิรวรรณ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงที่โรงแรมริมกก

 

 

        เราถึงเชียงรายแล้วแยกกลุ่มกันไปทำงาน ผมไปกับกลุ่มอาจารย์แหววเพื่อไปดูคลีนิกกฎหมายที่แม่อาย เห็นแล้วแม่อายสะอื้นจริงๆ เพราะเป็นคนไทยอยู่ดีๆ อยู่ๆทางราชการก็ยกเลิกทะเบียนราษฎร์ของพวกเขา ๑,๒๔๓ ราย ทีม อ.แหวว ได้เข้าไปช่วยเหลือทางกฎหมายจนในที่สุดศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้คืนสัญชาติ ดูเหมือนจะหมดปัญหาแต่มันไม่หมด เพราะลูกของคนที่ได้คืนสัญชาติกลับไม่ได้สัญชาติเข้าไปอีก มั่วกันไปหมด แถมการวิเคราะห์เรายังต้องวิเคราะห์ว่า เขาได้สัญชาติไทยแล้ว แต่หลักฐานทางทะเบียนของรัฐไม่เขียนให้เขา พ่อเขาเป็นคนไทย แม่เป็นคนไร้รัฐ หรือทั้งพ่อทั้งแม่ไม่มีสัญชาติ ทั้งพ่อและแม่ไม่มีสัญชาติแต่เขาเกิดในเมืองไทย ฯลฯ

 

 

.แหววให้ผมเข้าไปดูเอกสารที่เจ้าหน้าที่คลีนิกกฎหมายซึ่งก็คือชาวบ้านที่เคยได้รับผลกระทบได้รวบรวมไว้ ผมได้แนะนำเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่เอกสารและการรวบรวมข้อมูลกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล  แล้วเราได้ไปเยี่ยมชาวลาหู่ ที่บ้านโป่งไฮ จ.เชียงใหม่ เขาทำพิธีน่ารักมาก เราเข้าไปในหมู่บ้านเขาเอาน้ำในกระบอกไม้ไผ่มารดล้างมือให้เรา  ในห้องพิธีก็ให้เรานั่งเหนือเขา ๑ ชั้น เราได้พูดคุยกันและซักถามถึงปัญหาของเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับสัญชาติ,เกี่ยวกับการช่วยเหลือชนเผ่าลาหู่ที่อยู่ตามภูเขาต่างๆ และเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และที่น่าดีใจคือชาวเขาเริ่มปรับตัวเข้าหากันนอกจากลาหู่ด้วยกันแล้วยังได้ช่วยแนะนำชนเผ่าอื่นๆอีกด้วย

 

 

นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่าคนของรัฐยังมากดขี่ข่มเหงชนเผ่า ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากข้อมูลที่ผิดพลาด และยังเรื่องความมักง่ายของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้าใจภาษาของเขาแล้วยังสรุปเอาง่ายๆ เช่นบางคำหมายถึงพ่อแม่ของเขาแต่เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าพวกเขาคือพม่า ทั้งๆที่เขาเป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย บางทีเขาถูกจับโดยคนที่ถูกจับก็ไม่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ผมรับปาก อ.แหวว ว่าจะช่วยเขียนคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเมื่อถูกจับกุม และถูกบังคับว่าต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม แถมจะเอาตั้ง ๑๔๐ หน้าด้วยแน่ะ ผมยังไม่รู้เอาอะไรมาเขียนเลย..อิอิ

เรากลับมาเชียงรายไปทานข้าวมื้อเย็นที่ ศิลามณี รีสอร์ท มื้อนี้คุณสุขเทพ เป็นเจ้าภาพครับ  ตกกลางคืน เฮียเหลียง คนแซ่เฮอีกคนหนึ่งก็มารับบอกจะพาไปเมากันให้ถึงตีสอง เอาเข้าจริงเที่ยงคืนเฮียเหลียงเองก็มีน้ำมูกฟุดฟิดแล้ว พ่อครูก็หลับ อ.มิติ ลุงเอกกับน้องเอกยังมันอยู่กับเบียร์ ผมดื่มไวน์กับครูบาสองคน ๑ ขวด แต่ผมดื่มไปสักสองในสามได้ อิอิ

 

 

        ๑๙ ธ.ค.๕๑ วันนี้เราออกเดินทางจากเมืองเชียงแสน ไปลงเรือที่ท่าเรือบั๊ค ไปถึงก็จำได้ว่าเป็นท่าเรือที่ผมกับคุณแอ๊ดเคยไปมาแล้ว ขึ้นเรือแล้วมานั่งรถตู้ ไปเยี่ยมสหพันธ์แม่ยิงลาว ที่บ้านพิกุลทอง แขวงห้วยทราย ไปฟังว่าเขามีวิธีการจัดการอย่างไร แต่ความสำเร็จของการจัดการของแม่ยิงลาวก็คือ การเก็บเงิน การบริหารการเงินต้องแม่ยิงเท่านั้นเพราะเก็บเงินได้ดีกว่า มีเงินสติเก็บกันเดือนละ ๕๐๐ กีบ ที่หมู่บ้านอื่นอาจจะมีรายได้ไม่พอใช้ แต่ที่นี่ข้าวมีเหลือ ๖๐๐ ก.ก.ต่อคนต่อปี จึงมีรายได้จากการขายข้าว เลี้ยงปลานิลในกระชัง  แล้วเราก็ไปทานอาหารเที่ยงกับเจ้าเมือง

 

 

        จากนั้นเราเดินทางกันต่อปุเลงๆ เพราะถนนดีมั่งไม่ดีมั่งแต่เราก็มาถึงจนได้ เมื่อยไปทั้งตัว มาถึงที่พักมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็เดินไปยังสถานที่จัดเลี้ยงไปพบเจ้าแขวงหลวงน้ำทา มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกข้อมือ มีการแสดงน่ารักของชนเผ่าให้เราได้ดูกัน และเชิญพวกเราออกไปรำกัน มีชาวบ้านมีนักท่องเที่ยวมาแจมกับเราด้วย สนุกสนานกันดี

พวกเราเริ่มทะยอยแยกย้ายกลับที่พักเพราะสะบักสะบอมกับการเดินทาง พรุ่งนี้เราต้องไปจีนอีกวันหนึ่ง(ยังมีต่อ)