เป้าหมายประกาศหนึ่งที่สำคัญของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ของพวกเรา คือ การเป็นองค์การธรรมรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นองค์การธรรมรัฐ เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นหลักในถิ่น เป็นเลิศสู่สากล ผมคิดและเชื่อว่าพวกเราชาววลัยลักษณ์ทุกคนได้รับรู้และซึมซับวิสัยทัศน์นี้ไว้ในใจของทุกคนอย่างแน่นอน เพราะการเกิดขึ้นของวิสัยทัศน์ ของชาววลัยลักษณ์ไม่เกิดขึ้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดขึ้นจากทุกคนในวลัยลักษณ์ และการมีส่วนร่วมของบุคคลหลายภาคส่วนทีเดียว ผมเองในฐานะที่เป็น
CKOของวลัยลักษณ์นอกจากจะดูแลในเรื่องการจัดการความรู้แล้ว
หน้าที่และความรับผิดชอบหลักอีกอย่างหนึ่งก็คือ
การเป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องดูแลรับผิดชอบในเรื่องการเงิน
พัสดุ ประชาสัมพันธ์ สารบรรณ การเจ้าหน้าที่ และการพัฒนาองค์กร
ผมจึงมีแนวคิดว่า วลัยลักษณ์จะใช้เครื่อง KM นี้
อย่างไรในการที่จะก่อร่างสร้างความเข้มแข็งในคนของวลัยลักษณ์ให้มีค่านิยมร่วมที่ดีในการทำงานเพื่อวลัยลักษณ์
โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงไปที่บทบาทสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ
ที่ผมดูแลอยู่
ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายในการเป็นองค์การธรรมรัฐ ให้ได้
เพราะพวกเราชาววลัยลักษณ์เชื่อว่า
องค์การที่มีการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้
จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการเป็นองค์กรที่มีพลังในการขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศในสากลได้
แน่นอนที่สุดว่า การทำกิจกรรม KM
ของพวกเราชาววลัยลักษณ์ในช่วงการเรียนรู้ 10
เดือนที่ผ่านมา ชาววลัยลักษณ์หลายคน ได้รับรู้ความรู้สึกถึงความรัก
ความภูมิใจ และความจริงใจของเพื่อนร่วมงานที่มีต่อวลัยลักษณ์
นั่นแหละครับความรัก ความภูมิใจที่แท้จริง
จึงทำให้เพื่อนร่วมงานชาววลัยลักษณ์ของเราทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
นึกถึงผลประโยชน์ขององค์กรมากกว่าที่จะนึกถึงประโยชน์ส่วนตัว
หากพวกเราชาววลัยลักษณ์ได้มีการใช้เครื่องมือ KM อย่างต่อเนื่อง และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้ว ในที่สุด
ความเป็นองค์การธรรมรัฐ ก็จะเกิดขึ้นจากจิตสำนึกของแต่ละคน
ซึ่งดีกว่าการเป็นองค์การธรรมรัฐที่เกิดจากกฎระเบียบ หรือหลักเกณฑ์
ขั้นตอนต่าง ๆ
เพราะการเป็นองค์การธรรมรัฐที่เกิดจากจิตสำนึกนั้นจะมีความยั่งยืนและถาวรครับ
ถ้าใช้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีเป้าหมายที่ความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน
การเป็นองค์กรธรรมรัฐก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อยู่ภายใต้กรอบคิดดังกล่าวซึ่งต้องอาศัย ความรู้คู่คุณธรรมที่เกิดผลในทางปฏิบัติ
ซึ่งก็คือการจัดการความรู้
โดยตัวของการจัดการความรู้ยังมีเป้าหมายในเชิงกระบวนการ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งด้วยคือการพัฒนาเป็นองค์กรเรียนรู้
กระบวนการจัดการความรู้นอกจากตั้งต้นที่แผนงาน/กิจกรรมของหน่วยOD ซึ่งเป็นส่วนของการทำงานที่เป็นระเบียบ(order)แล้วควรเพิ่มการจัดการความรู้ในส่วนที่ไร้ระเบียบ(caos)ด้วย นั่นคือกระบวนการพบปะสังสรรค์ร่วมมือกันในเรื่องราวต่างๆภายในชุมชนวลัยลักษณ์ที่เกิดขึ้นเองซึ่งเป็นปัจจัยสร้างความเป็นประชาสังคม
การเรียนรู้ทำความเข้าใจหน่ออ่อนต่างๆเหล่านี้ แล้วเข้าไปหนุนเสริมอย่างเป็นธรรมชาติด้วยเทคนิคการจัดการความรู้คือบทที่ว่าด้วยการจัดการความรู้เชิงเครือข่ายซึ่งเป็นการจัดการความรู้แบบหยิน ในขณะที่แบบแรกคือ การจัดการความรู้แบบหยาง
ทั้งหยางและหยินต้องเสริมพลังกันจึงจะเพิ่มพลังทวีคูณได้
ได้เข้ากลุ่มแลกเปลี่ยนในการเสวนาของ UKM เมื่อวาน จากการเล่าให้ฟังของคุณติ๋ม (แม้จะเป็นระยะเพียงสั้นๆ) ก็สัมผ้สได้ถึงพลังของชาววลัยลักษณ์ ในการใช้แนวทางจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กร ยินดีกับอาจารย์และชาววลัยลักษณ์มากเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ คุณหมอปารมีฯมากที่ให้กำลังใจ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่สำหรับน้องใหม่จริงๆค่ะ ขอบอกความในใจในวันที่เข้ากลุ่ม ลปรร.ในUKM 2/49 เมื่อได้เข้ากลุ่มคิดว่าโชคดีมากที่มีคนเก่งๆหลายคนน่าจะได้อะไรดีๆกลับไปมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น รศ.นพ.จิตเจริญ ไชยาคำ(JJจาก มข.),ผศ.ดร.พิศมัย ศรีอำไพ(ผู้ใหญ่ใจดีจาก มหาสารคาม),รศ.มาลินี ธนารุณ(คุณอำนวยที่น่ารัก จากมน.),ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์(มหิดล),คุณวราพร แสงสมพร(คุณน้อย จากศิริราช),คุณเที่ยง จารุมณี(ผอ.กจน.มอ.)และอีก 2 ท่านจากม.ทักษิณ(ขอโทษที่จำชื่อไม่ได้) และยิ่งดีใจมากเมื่อ ผศ.พญ.ปารมี ทองสุกใส(มอ.)เดินเข้ามาสมทบในกลุ่ม เพราะแอบปลื้ม"คุณหมอปารมี"ในเรื่องราวที่นำเสนอ"คนคุณภาพ พยาธิ"ช่วงบ่ายวันที่ 7 และเช้าวันที่ 8 เวลาอาหารเช้าได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณหมอวิจารณ์ฯและ รศ.สมนึก(รองฯบริหาร) คุณหมอวิจารณ์ฯได้ชื่นชมผลงานและให้เรียนรู้เป็นแบบอย่าง แล้วจะไม่คิดเป็นเรื่องดีได้อย่างไร
เสียดายแต่ว่าไม่ได้ฟังแนวคิด วิธีการของผู้อาวุโสทุกคน และไม่มีโอกาสได้เล่าถึงวิธีการที่เรา "ชาววลัยลักษณ์"สร้างกระบวนการ "การจัดการความรู้สึก" และกระบวนการสร้าง"ค่านิยมร่วม"คิดว่ามันเห็นผลดีมากหลังจากเราทำกระบวนการ KM และพวกเราได้ก่อร่างสร้าง "ชุมชนนักปฏิบัติ"ขึ้นมาแล้วพวกเราจะช่วยกันทำให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปค่ะ
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับชาววลัยลักษณ์แล้ว ได้รู้สึกถึงพลังแห่งการ ลปรร. ของชาววลัยลักษณ์ที่เข้มแข็งมากครับ