วันปีใหม่ชาวอัสสัมคือวันเดียวกับปีใหม่ไทย

 

 

บิฮูมาจากคำว่า visuvan ซึ่งเป็นชื่อเรียกเทศกาลต่างๆ ในอินเดียที่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาการเปลี่ยนฤดูกาลในเดือนมีนาคม

บิฮูที่อัสสัมมี 3 ประเภท ได้แก่

1) โรนกะลี บิฮู (Rongali Bihu) เป็นการผสมผสานประเพณีของกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) ตระกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) และตระกูลอินโด-อารยัน (Indo-Aryan) เป็นเทศกาลใหญ่และมีความสนุกสนานเป็นพิเศษ การเฉลิมฉลองเกิดราวกลางเดือนเมษายน (ช่วงเดียวกับวันสงกรานต์ของไทย) ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอัสสัมเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ เป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นวันแรกของปีปฏิทินระบบสุริยะของฮินดู

          ในรัฐอื่นๆ มีการเฉลิมฉลองเช่นกัน เช่น เบงกอล  เกระลา มานิปุร โอริสสา ปัญจาบ และทมิฬ นาดู รวมถึงเนปาล แต่เรียกชื่อต่างกัน เป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลอง การแสดงความรื่นเริง การเลี้ยงฉลองติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน เกษตรกรเตรียมดินเพื่อการปลูกข้าวในช่วงต่อไปท่ามกลางบรรยากาศที่สนุกสนาน ผู้หญิงเตรียมขนมที่ทำจากข้าวและมะพร้าวในหลากหลายรสชาติ (หวานเป็นหลัก) และหลายรูปแบบ เช่น ปิทา (pitha) โจลปัน (Jolpan) ฯลฯ ซึ่งให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศที่แท้จริง

          วันแรกของบิฮู เรียกว่า โกรู บิฮู (Goru Bihu) หรือบิฮูวัว (Cow Bihu) เพื่อทำความสะอาดให้กับวัว ทาตัววัวด้วยขมิ้น มีการประดับประดาและบูชาวัวซึ่งจะทำในวันสุดท้ายของปีเก่า (วันที่ 14 เมษายน) เพื่อขอให้วัวมีสุขภาพดี และเป็นแรงงานที่ดีต่อไป เสร็จแล้วถอดเชือกเก่าที่คล้องคอผ่านออกไปทางขา และสวมเชือกใหม่ให้ วัวถูกปล่อยให้เดินเล่นได้ตามอิสระทั้งวัน

          พิธีกรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเคารพวัวในฐานะพาหนะของพระศิวะที่เรียกว่า นนทิ และในฐานะที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดังนั้นก่อนการเริ่มต้นปีใหม่ เกษตรกรชาวอัสสัมไม่ลืมที่จะแสดงความรัก ความเคารพต่อวัวซึ่งเป็นสัตว์มีพระคุณก่อนการรื่นเริงอื่นๆ ที่จะตามมาภายหลัง

วันถัดมาเป็นวันของมนุษย์คือ มานุฮ บิฮู (Manuh Bihu) วันที่ 15 เมษายนซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ มีการนำของขวัญซึ่งเป็นผ้าพันคอที่ทอด้วยฝ้ายสีขาวแดง ลวดลายต่างๆ หรือผ้าฝ้ายทอผืนขนาดผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญที่มอบให้กันไปอวยพรผู้ใหญ่ ญาติมิตร เด็กๆ สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ มีการเต้น รำ ร้องเพลงฮุโซรี (Husori)  กินอาหารที่ทำขึ้นเฉพาะเทศกาล คือหมูสามชั้นผัดใส่ฟักและขมิ้น ยำไข่มดแดงรสแซบ หรือผัดไข่มดแดงกับไข่ ดื่มเหล้าที่ทำจากข้าว (ทำเอง) ในแก้วทองแดง ไปแต่ละบ้านทานและดื่มพอเป็นพิธีเพราะทุกบ้านจะมีอาหารและขนมไว้ต้อนรับ อวยพรกันอย่างสนุกสนานมาก รายละเอียดของการฉลองจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม

การเต้นรำในเทศกาลบิฮู มีการแสดงดนตรีประกอบการเต้นรำที่มีลักษณะเฉพาะที่ต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ผู้หญิงใส่เสื้อสีแดงและนุ่งส่าหรีทำด้วยผ้าไหมสีกากีอ่อน (สีธรรมชาติของไหม) มีทั้งเรียบๆ และมีลวดลายริมผ้าที่สวยงามมาก ผู้ชายนุ่งโสร่ง คล้ายโธตีหรือกางเกงตามอัธยาศัย

โรนกะลี บิฮูเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการเต้นรำของหญิงสาวที่มีท่าทางการเคลื่อนไหวที่แสดงถึงความรู้สึกด้วยการใช้สะโพก มือ เป็นหลัก เป็นการเชิญชวนให้ผู้คนออกมาเฉลิมฉลองกัน การเต้นบิฮูอาจเรียกว่าเป็นพิธีจับคู่ของหนุ่มสาวก็ว่าได้

 

2) โกนกะลี บิฮู (Kongali Bihu) ฉลองในเดือนตุลาคม

บรรยากาศจะแตกต่างจากโรนกะลี บิฮู มีความรื่นเริงน้อยกว่า แต่กลับมีบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์เข้ามาแทน เพราะในช่วงนั้นข้าวในนากำลังเติบโต และยุ้งฉางก็เกือบว่างเปล่าแล้ว ในวันนั้นมีการจุดตะเกียงดินที่พื้นบ้านใต้ต้นกะเพรา (Tulashi) ที่พื้นยุ้งข้าว ที่สวน และที่นาเพื่อปกป้องต้นข้าวที่กำลังสมบูรณ์ เจ้าของบ้าน (เกษตรกร) จะหมุนท่อนไม้ไผ่ในขณะที่สวดโรวา-โควา (Rowa-khowa) เพื่อป้องกันต้นข้าวจากแมลงสัตว์ต่างๆ และความชั่วร้าย ในเทศกาลบิฮูนี้จะจุดตะเกียงแขวนไว้บนยอดลำไม้ไผ่สูงๆ  เพื่อแสดงว่าวิญญาณของผู้ตายไปสวรรค์ มีการแลกเปลี่ยนขนมหวาน และอวยพรซึ่งกันและกัน

 

3) บโฮกะลี บิฮู (Bhogali Bihu) ฉลองในเดือนมกราคม

มาจากคำว่า บฮอก (bhog) คือการกินและสนุกสนาน เป็นเทศกาลของการเก็บเกี่ยวและเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวเพราะยุ้งฉางมีข้าวเต็มเปี่ยม

          ในวันก่อนเทศกาลเรียกอุรูกา (Uruka) เด็กหนุ่มๆ จะไปที่ทุ่งนามักเลือกที่ใกล้แม่น้ำ ปลูกกระท่อมที่ทำด้วยฟาง ในตอนกลางคืน มีการเตรียมทำอาหารและเลี้ยงฉลองกันทั่วหมู่บ้านตลอดทั้งคืนรอบๆ กองฟืน ซึ่งตัดชิ้นได้ขนาด และพิงกันไปมาสูงขึ้นเป็นรูปทรงคล้ายวัดโดยมีไม้ไผ่ยึดไว้ตรงกลาง และมีต้นกล้วยรายล้อมสี่มุม เรียกว่าเมจิ (Meji) คืนของอุรุกา (Uruka) ฉลองกันรอบเมจิ ด้วยการร้องเพลง เล่นดนตรี : ตีกลอง ดโฮล (dhol) เล่นเกมส์ต่างๆ เด็กหนุ่มเดินไปทั่วหมู่บ้านขโมยฟืนและผัก (เพื่อความสนุกสนาน)

          เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากอาบน้ำแล้วมีการเผาเมจิ ผู้คนมายืนรอบๆ เมจิโยนขนมที่ทำจากข้าว (พิทัส) และหมากเข้าไปในกองไฟ เพื่อสวดและบูชาเทพแห่งไฟและเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดเทศกาลเก็บเกี่ยว หลังจากนั้น นำท่อนพืนที่เผาไม่หมดกลับมาโยนไว้ในสวนผลไม้เพื่อขอให้ได้ผลผลิตที่ดี ต้นไม้ทุกต้นในบริเวณบ้านถูกมัดด้วยตอกหรือฟางข้าว มีการละเล่นตลอดทั้งวัน เช่นชนควาย ชนไข่ ชนไก่ ชนนก เป็นต้น นอกจากนี้อาจมีพิธีกรรมแบบดั้งเดิมในวันนั้นด้วย เช่น เมดำเมผี (me-dam-me-phi) เป็นพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษ เป็นต้น

 

ประมวลจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Bihu

http://en.wikipedia.org/wiki/Meji

--------------------

หลักสูตรปริญญาโทสาขาวัฒนธรรมและการพัฒนา เอกอินเดียศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังเปิดรับสมัครนักศึกษารอบสองในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ท่านที่สนใจโปรดเข้าชมรายละเอียดที่ www.lc.mahidol.ac.th หรือ สอบถามที่ โทร. 02-800-2323

    หลักสูตรปกติแต่เรียนวันเสาร์-อาทิตย์เป็นส่วนใหญ่และโปรดประชาสัมพันธ์ต่อด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ