บางครั้งเราเที่ยวแบบลืมโลกก็มีความสุขดีครับ แถมงานนี้ไปในสองวาระเรียกว่าได้ทั้งงานราษฎร์และงานหลวงว่างั้นเถอะ

จากการไปร่วมกิจกรรมของชาวเฮฮาศาสตร์ครั้งที่ 6 คณะได้ไปกราบคารวะท่านเจ้าคุณวัดพระถ้ำผาเงาที่เชียงแสน  ถามว่าเป็นกลุ่มอะไร  เพราะสงสัยว่าเป็น นศ.ของลุงเอก  เพราะลุงเอกเคยไปพบท่านหลายครั้งบางครั้งเอา นศ.วปอ.ไป  บางครั้งเอา นศ.พระปกเกล้าไป  ครั้งนี้ไปกับกลุ่มเฮฮาศาสตร์  มีทั้งเด็ก  ผู้ใหญ่  ผู้ใหญ่มากๆ  แล้วแนะนำสาขาวิชาความรู้แหล่งงานแต่ละคน  ท่านบอกมีด้วยหรือกลุ่มนี้  เพราะศาสตร์ความรู้มีอยู่ 18 กลุ่ม  บอกท่านว่ามีครับ  ท่านเลยว่านี่เป็นกลุ่มศาสาตร์ที่ 19 นะนี่

        ไปเชียงรายครั้งนี้แม้ว่าจะเป็นคนไร้สาระ  แต่ก็อยากจะเล่าเรื่องสาระซะบ้าง  ทหารนอกคอกอย่างลุงเอก  ได้นำพาสามทหารเสือติดรถไปด้วย  สามทหารเสือที่ว่าประกอบด้วยหมอเจ๊จาก กระบี่ ครูอึ่งจากลำพูน และอุ๊ยจันตาจากเชียงใหม่  ทั้งสามยินยอมให้นายพลขับรถให้นั่งอย่างสง่าผ่าเผย  เป็นเวลาสามวัน 

        ก็อยากหลงมานั่งรถกับลุงเอกที่เป้นคนนอกคอก  ครั้งหนึ่งที่ตีนเขาแม่สะลอง  ลุงเอกจอดรถให้สอบถามทาง  ขณะกำลังสอบถามทางยามสลัวตอนเย็น  ลุงเอกก็ไม่ทันดูว่าใครลงไปถามบ้าง  นึกว่าหมอเจ๊ที่นั่งด้วยกันข้างๆเป็นคนลงไปถามทางคนเดียว  พอหมอเจ๊ขึ้นรถพร้อมนั่งปิดประตูปัง  ด้วยความชำนาญของลุงเอกเหยียบคันเร่งทันที  เสียงโวยวายกันใหญ่  ใหมล่ะอุ๊ยจันตาลงไปด้วยแถมหวังดีจะไปบอกคันอื่นเลยถูกทิ้งซ๊ะนี่ 

        การเป็นสารถีให้ครั้งนี้ไม่ได้นัดหมายกันสักเท่าไร  โปรแกรมเราเริ่มจากที่พักในเมือง  แล้วจะไปชมรอยพระบาทในค่ายพ่อขุนเม็งราย  ออกจากค่ายก็ตะลุยขึ้นเขาดอยทองหลังค่ายว่าจะไปกราบไหว้พระธาตุจอมทอง  หันไปดูข้างหลังไม่มีใครตามมาสักคน  มารู้ภายหลังว่าเขาไม่กล้าออกนอกเส้นทางกัน

จึงมีเฉพาะลุงเอกกับสามทหารเสือเท่านั้นที่ไปวัดดอยทอง  วัดนี้ที่คนเชียงรายและคนที่มาเที่ยวที่เชียงรายนี่มักไม่มีใครรู้จักและสนใจที่จะมาวัดนี้เท่าใดนัก  ทั้งยังไม่มีอยู่ในแผนที่การท่องเที่ยว  เหตุเพราะว่าวัดนี้มีมาก่อนอาณาจักรพ่อขุนเม็งรายหลายร้อยปีนัก หรืออาจจะพันปีก็เป็นได้ยังไม่มีใครศึกษาสำรวจ 

ลุงเอกว่าน่าจะสมัยอาณาจักรหิริภุญไชย ปี 1200 เพราะในขณะนั้นนางจามเทวีที่ปกครองอยู่ลำพูนท่านสนใจในพระพุทธศาสนามาก  ว่ากันว่าท่านเป็นผู้นำศาสนาพุทธเข้ามาในล้านนา

เรียกได้ว่าวัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่วัดแรกในเชียงรายก็ว่าได้ ความที่ลุงเอกเคยมารับราชการอยู่ถิ่นนี้เป็นเวลาร่วม 5 ปีตั้งแต่ปี 2515 ขอโทษหลานๆที่ยังไม่เกิดด้วย  ลุงเอกมาที่ค่ายนี้บ่อยๆจึงทำให้ทราบเรื่องราวบ้าง มาเมื่อไดที่เชียงรายก็มักจะให้คนที่มาด้วยออกนอกเส้นทางไปชมวัดนี้เสมอเพราะเก่าแก่จริงๆพระคุณท่าน

พ่อขุนเม็งรายน่ะท่านมาพบวัดนี้เมื่อปี พ.ศ. ๑๘o๕ คือตามช้างมาตามน้ำกกแล้วมาเจอวัดจึงสร้างเมืองอยู่ที่นี่ ว่ากันว่ามีเขียนไว้ในพงศวดารโยนกของพระยาประชากรจักรกล่าวว่า พระเถระนามพระพุทะโฆษา ชาวโกศลเมืองสุธรรมวดีได้ออกไปสู่เมืองลังกาทวีปนำคัมภีร์พระไตรปิฏก แห่งลังกาทวีปมาสู่โยนกนครไชยบุรีศรีเชียงแสน ในวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๖ ปีชวด มหาศักราชได้ ๓๓๕ (พ.ศ. ๑๔๘๓) นำพระบรมสารีริกธาตุ ๓ ขนาดรวม ๑๖ องค์ ถวายแก่พระเจ้าพังคราช เจ้าเมืองโยนกนาคพันธ์ พระองค์ได้แบ่งพระธาตุส่วนหนึ่งบรรจุลงมหาสถูปบนดอยทอง ขนานนามว่าพระธาตุดอยจอมทอง เพื่อเป็นมงคลนามของเมืองมีพิธีสรงน้ำพระธาตุทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (เดือน ๕ เหนือ)

ในวัดจะมีกรุวัฒนธรรม บรรจุเรื่องราวทางวัฒนธรรมของชาติไทย โดยบรรจุไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2544 เขียนบอกไว้ว่ากำหนดเปิดอีก 100 ปีข้างหน้า คือวันที่ 19 มกราคม 2644 ลุงเอกคงตายแล้วมาเกิดใหม่ อาจจะเป็นสุนัขอยู่แถวนั้นก็ได้ ที่เชียงใหม่ก็มาเลียนแบบในภายหลังแล้วจะเปิดเมื่อครบ 100 ปีเช่นกันคือวันที่ 13 เมษายน 2645 หลังจากเชียงรายเปิด 1 ปี  ที่ทำอย่างนี้เพราะต้องการให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า สืบต่อมรดกอันดีงามของชาติไทยต่อไป แต่ทำไม่ไม่มีใครใคร่ไปดูหนา…

ในบริเวณวัดพระธาตุจอมทอง หรือวัดดอยทองนั้น เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง 1 ใน 9 แห่ง เป็นสถานที่ที่ตั้งของเสาสะดือเมือง 108 หลักสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังราย เสาสะดือเมืองนี้เป็นรูปแบบสมมุติของจักรวาลอันเป็นคติที่มีมาแต่โบราณ ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก ลานรอบนอกหมายถึงแผ่นดิน ล้อมรอบด้วยคูน้ำอันเปรียบได้กับน้ำในขอบจักรวาล รอบในยกขึ้นเป็นหกชั้นหมายถึงสวรรค์ทั้งหกของกามภูมิ แล้วยกขึ้นอีกสามชั้นซึ่งหมายถึงรูปภูมิ อรูปภูมิ และชั้นบนสุดเปรียบได้กับนิพพาน สำหรับตัวเสาสะดือเมืองเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่บนฐานสามเหลี่ยม หมายถึงตรีกูฏบรรพตหรือผาสามเส้า ล้อมด้วยเสา 108 ต้น อันหมายถึงสิ่งสำคัญในจักรวาล และล้อมรอบอีกชั้นด้วยร่องน้ำห้าร่องซึ่งเปรียบเป็นปัญจมหานทีลดหลั่นเป็นชั้นไหลลงสู่พื้นดินตามคติโบราณของล้านนา

เสาสะดือเมืองนี้จะใหญ่เท่าห้ากำมือและสูงเท่ากับความสูงของพระเจ้าแผ่นดิน โคนเสาสะดือเมืองนี้จึงใหญ่เท่ากับห้าพระหัตถ์กำ และสูงเท่ากับส่วนสูงแห่งพระวรกาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้เสด็จมาเจิมเสาสะดือเมืองนี้ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2531 ชาวเชียงรายจะมาสรงน้ำเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชาวเมือง และเชื่อว่าน้ำที่สรงเสาสะดือเมืองแล้วเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ใครไปเชียงรายอย่าลืมขึ้นไปกราบไหว้นะครับ