ตลาดนัดความรู้ต้องพุ่งเป้า


          จุดอ่อนที่พบบ่อยอย่างหนึ่งของการจัดตลาดนัดความรู้คือ   ไม่ได้กำหนด “หัวปลา” (เป้าหมายหลัก) ของการจัดตลาดนัดความรู้ให้ชัดเจน   ที่จริงมีการกำหนด “หัวปลา”   แต่กำหนดแบบกว้างเกินไป   ไม่พุ่งเป้า (ไม่ focus)   ตัวอย่างเช่น “ตลาดนัดความรู้เรื่องโรคหวัดนก”   ถ้า “หัวปลา” คือมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเรื่องโรคหวัดนก   อย่างนี้ถือว่ากว้างเกินไป   ที่ผมถือว่าพุ่งเป้าชัดคือ “เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการเลี้ยงสัตว์ปีกระดับชาวบ้านโดยสัตว์ไม่ติดโรคหวัดนก”


          ตลาดนัดความรู้ของโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน   ถ้ากำหนดหัวปลาว่า “เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนโดยนักเรียนเป็นศูนย์กลาง”   ผมถือว่ายังกว้างไป   ที่น่าจะเหมาะสมกว่าคือ “เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหา”,   “เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีป้องกันและช่วยเหลือนักเรียนติดยาเสพติด”,   “เพื่อป้องกันปัญหาทางเพศในเด็กนักเรียน”   อย่างนี้ผมถือว่าพุ่งเป้า


          การจัดตลาดนัดที่พุ่งเป้าจะต้องเลือกผู้เข้าร่วมให้ได้ “ผู้ปฏิบัติตัวจริง” เท่านั้นมาร่วม   ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้โดยผู้ปฏิบัติจริง ๆ   ไม่ใช่แลกเปลี่ยนความรู้เชิงทฤษฎี   หาก “หัวปลา” กว้างเกินไปผู้เข้าร่วมก็มีแนวโน้มที่จะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติตัวจริง   เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขาดพลัง   ไม่ได้ขุมความรู้และแก่นความรู้ที่คมชัด


          ตลาดนัดความรู้ 1 วันมีเวลาเพียง 6 ชั่วโมง   หากเป้ากว้างเกินไปการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะเบลอไม่คมชัด   ไม่ได้ประเด็น “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะนำไปใช้ต่อ   และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อในชีวิตการทำงาน   ในลักษณะของชุมชนแนวปฏิบัติ (CoP – Community of Practice) 


          ในตลาดนัดความรู้ควรมีการแลกเปลี่ยนกัน 2 ด้าน
1.      การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตาม “หัวปลา”
2.      การประชุมของกลุ่มผู้บริหารวางแผนการพัฒนาชุมชนแนวปฏิบัติ   เพื่อให้เกิด KM ของจริง   ไม่ใช่เพียงแค่มีตลาดนัดไปเรื่อย ๆ


วิจารณ์  พานิช
   9 ส.ค.48