อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ? เรากล่าวสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง

สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ  ได้แก่ความรู้ในอริยสัจจ์  ๔  หรือเห็นไตรลักษณ์  หรือปฏิจจสมุปบาท  ดังพุทธดำรัจว่า  

“ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาทิฏฐิ  เป็นไฉน  ความรู้ใน
ทุกข์,  ความรู้เหตุเกิดของทุกข์,  ความรู้ในการดับทุกข์,
ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  อันนี้เรียกว่า  
สัมมาทิฏฐิ”

(ที. ม.  ๑๐/๔๐๒/๒๖๖.  ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ,  ๒๕๐๐.)



สัมมาทิฏฐิมี  ๒  ระดับ  คือ  ระดับที่เป็นโลกิยะ  กับระดับโลกุตตระ  ดังพุทธพจน์ว่า



ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ?  เรากล่าวสัมมาทิฏฐิ  มี  ๒  
อย่าง   คือสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ  ซึ่งจัดเป็นฝ่ายบุญ  อำนวยวิบากแก่
ขันธ์อย่างหนึ่ง  และสัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ  ไม่มีอาสวะ  เป็นโลกุตตระ  
และเป็นองค์มรรคอย่างหนึ่ง...  สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะจัดอยู่ในฝ่ายบุญ
อำนวยวิบากแก่ขันธ์เป็นไฉน  คือความเห็นว่า  ทานที่ให้แล้วมีผล  การ
บำเพ็ญทานมีผล  การบูชามีผล  กรรมที่ทำไว้ดีและชั่วมีผลมีวิบาก  โลกนี้มี
ปรโลกมี...  นี้แลสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะจัดเป็นฝ่ายบุญ  อำนวยวิบาก
แก่ขันธ์...สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ  ไม่มีอาสวะเป็นโลกุตตระ  เป็นองค์
มรรคเป็นไฉน ?  คือ  องค์มรรค  ข้อ  สัมมาทิฏฐิ  ที่เป็นตัวปัญญา  เป็น
ปัญญินทรีย์  ปัญญาพละ...นี้แล  สัมมาทิฏฐิที่เป็นอริยะ  ไม่มีอาสาวะ  เป็น
โลกุตตระ  เป็นองค์มรรค”

(ม.อุ.  ๑๔/๑๓๖/๑๒๒.  ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ, ๒๕๐๐.)



จากพุทธดำรัส  แสดงให้เห็นว่า  สัมมาทิฏฐิ  มี  ๒  ระดับ  คือโลกิยะสัมมาทิฏฐิ  และโลกุตตระสัมมาทิฏฐิ  ปัจจัยที่ทำให้เกิด โลกิยะสัมมาทิฏฐิ  คือ ปรโตโฆสะหรือกัลยาณมิตร  หมายถึงผู้มีคุณสมบัติที่ดีงาม  และแนะนำไปในทางที่ถูกต้อง  โดยการอบรมสั่งสอนทางศีลธรรม  เป็นต้น  และปัจจัยที่ทำให้เกิด โลกุตตระสัมมาทิฏฐิ  คือ โยนิโสมนิการ  คือการทำในใจโดยอุบายแยบคาย  หรือการรู้จักคิด  พิจารณาตามสภาวะและเหตุผล  ได้แก่  พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริงโดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ  แยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นสภาวะ  และความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
(พระเทพเวที(ประยุทธ์  ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์  ฉบับประมวลธรรม,  ๒๕๓๕,หน้า๒๔๕.)



แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ  ๒  ประการนี้  ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งผิดพลาดคือได้ ปรโตโฆสะที่ไม่ดี  ก็จะได้รับผลในทางตรงกันข้าม  คือ  มิจฉาทิฏฐิ




โดยสรุป  สัมมาทิฏฐิ  ก็คือความเห็นตรงตามสภาวะ  คือเห็นตามที่สิ่งทั้งหลาย  เป็นจริง  การที่สัมมาทิฏฐิจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยโยนิโสมนิสิการ  เพราะโยนิโสมนิการจะช่วยให้ไม่มองสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผิน แต่ช่วยให้มองแบบแยกแยะสืบค้นทั้งในแง่การวิเคราะห์  ส่วนประกอบที่มาประชุมกันเข้า  และในแง่การสืบทอดแห่งเหตุปัจจัย  ทำให้ไม่ถูกลวงถูกยั่วยุ  ทางปรากฏการณ์ทางรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  แต่ทำให้มีสติสัมปชัญญะ  เป็นอิสระ  และทำสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญา

พิจารณา  


มหาจัตตารีสกสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๔


       ทรงแสดงธรรมสัมมาทิฏฐิหรือปัญญาเห็นชอบ,เห็นถูกต้องว่ามี ๒ อย่างด้วยกัน คือ อย่างโลกิยะ และอย่างโลกุตระ,  ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิที่หมายถึงความคิดความเห็นอันดีงาม,อันถูกต้อง จึงต่างล้วนย่อมดีงาม, ทั้งสองนั้นไม่ใช่ว่า ฝ่ายหนึ่งดีงามและอีกฝ่ายไม่ดีงาม แต่ประการใด  เพียงแต่ขึ้นอยู่กับฐานะและจุดประสงค์แห่งตนเป็นสำคัญ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้องแนวทางของฝ่ายนั้นๆเป็นสำคัญนั่นเอง  เพราะตามความจริงแล้วต่างล้วนดีงาม ยังประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติหรือมีปัญญาเห็นชอบทั้ง ๒ อย่าง ไม่ว่าจะฝ่ายโลกิยะหรือโลกุตระก็ตามที  เพียงแต่ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดาไปตามเหตุ,  ฝ่ายหนึ่งแม้ยังไม่ถึงขั้นโลกุตระอันเหนือโลกด้วยหลุดพ้นจากกองกิเลสที่ย่อมแน่นอนว่าเป็นสุขอย่างยิ่ง  แต่ฝ่ายโลกิยะก็ย่อมยังประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในการดำรงและดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขยิ่งตามขันธ์หรือชีวิตตามฐานะนั้นๆของตน กล่าวคือ จึงย่อมดำเนินขันธ์หรือชีวิตอยู่ในศีลและธรรมฝ่ายดีงามจึงย่อมยังให้เกิดวิบากของกรรมดีขึ้น จึงเป็นไปทั้งเพื่อประโยชน์ตน และโลกหรือโลกิยะโดยส่วนรวม(สังคม)ขึ้น



       จึงเป็นไปดังที่ผู้เขียนกล่าวอยู่เสมอๆว่า พระองค์ท่านทรงโปรดเวไนยสัตว์
ทุกระดับชั้นด้วยพระมหากรุณาคุณยิ่ง การโปรดหรือแสดงธรรมจึงขึ้นอยู่กับจริต สติ สมาธิ ปัญญา ฐานะแห่งตน เช่นภิกษุหรือฆราวาส ฯ. ของผู้ปฏิบัติ จึงมีการสอนออกไปในรูปแบบต่างๆอย่างมากมาย  จึงมีการสอนที่แสดงทั้งฝ่ายโลกิยะและโลกุตระเป็นธรรมดา  ดังนั้นการกล่าวสอนดังบันทึกในพระไตรปิฎกหรือพระคัมภีร์มากหลาย ผู้ศึกษาจึงจำต้องแยกแยะจำแนกแตกธรรมด้วยสัมมาทิฏฐิเสียให้ถูกต้องด้วยว่า  คำสอนหรือธรรมเดียวกันนี้ล้วนแสดงธรรมที่เป็นไปได้ทั้งสองฝ่ายกล่าวคือทั้งในฝ่ายโลกิยะหรือโลกุตระ  เพราะแม้ว่าล้วนยังประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็ตามที แต่ถ้าตีความผิดเสียแล้ว กลับก่อให้เกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติขึ้นได้ ดังเช่นในกรณีของสาติภิกษุใน มหาตัณหาสังขยสูตร ที่พระองค์ท่านตรัสสั่งสอนภิกษุในเรื่องตัณหาต่างๆในแนวทางโลกุตระหรือปรมัตถ์ยิ่ง เพื่อความหลุดพ้นเป็นสำคัญ แต่สาติภิกษุกลับไปตีความในเรื่องของวิญญาณอย่างโลกิยะในทางโลก จึงถูกพระองค์ท่านทรงกล่าวโทษไว้อย่างรุนแรงว่าเป็น ทิฏฐิอันลามก กล่าวว่าเป็นความคิดความเห็นผิดอันชั่วร้าย เหตุที่กล่าวโทษรุนแรงถึงขั้นนั้น ก็เนื่องด้วยเมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนี้แล้วย่อมทำให้ไม่สามารถดำเนินไปได้ตามทางแห่งองค์มรรคเพื่อโลกุตระที่ตนควรดำเนินได้เลย เพราะความเป็นภิกษุที่ย่อมควรปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น จึงไม่ควรมีทิฏฐิอย่างโลกิยะที่ย่อมยังเนื่องในโลกอยู่



       ธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า บางธรรมจึงสามารถจำแนกแตกธรรมออกเป็นไปได้ทั้ง ๒ ลักษณะดังข้างต้น ขึ้นอยู่กับภูมิหรือจุดประสงค์ของผู้ปฏิบัติเป็นสำคัญอีกด้วย กล่าวคือ ในธรรมเดียวกันนั้นสามารถแสดงหรือตีความหมายได้ทั้ง ๒ ฝ่าย ดังเช่น ปฏิจจสมุปบาท ที่สามารถแสดงได้ทั้ง



       ธรรมฝ่ายโลกิยะ เป็นการแสดงธรรมโดยทั่วไปที่เป็นส่วนแห่งบุญ จึงยังผลบุญกุศลต่อขันธ์หรือชีวิตโดยตรง จึงย่อมยังประโยชน์ทั้งต่อตนเองผู้ยังเนื่องอยู่ในโลก ทั้งต่อผู้อื่น และต่อโลกอีกด้วย  แต่ย่อมยังเวียนว่ายตายเกิดหรือยังเนื่องอยู่ในโลกหรือโลกิยะอยู่นั่นเอง



       ธรรมฝ่ายโลกุตระ เป็นการแสดงอริยมรรค
เพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์หรือการเวียนว่ายตายเกิดในโลกหรือกองทุกข์หรือสังสารวัฏในปัจจุบัน โดยสิ้นเชิง อันเป็นสุขสงบบริสุทธิ์ยิ่ง