มหาจัตตารีสกสูตร
[๒๕๒]............................
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฏฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฏฐิ ที่ยังเป็นสาสวะ (เป็นโลกิยะ) เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์(ตนหรือชีวิต) อย่าง ๑ สัมมาทิฏฐิ ของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นสาสวะ (ยังประกอบด้วยอาสวะ, ยังเป็นโลกิยะ) เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์(ตนหรือชีวิต) เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว มีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลก มีอยู่
นี้สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์(คือตนหรือชีวิตในปัจจุบัน)ฯ
[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ (ใน)องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาทิฏฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฏฐิ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฏฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฏฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฏฐิของภิกษุนั้น ฯ....................
มหาจัตตารีสกสูตร แบบบริบูรณ์ แสดงมรรคองค์ ๑๐ ของพระอริยะ
ข้อมูลจาก http://www.nkgen.com/372.htm