ภาพทิวลิป

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ประมาณช่วงคริสตศตวรรษที่ 1 เนเธอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน และมีสันติภาพยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลา 250 ปี ต่อมา เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลง ชนเผ่าเยอรมันนิค และ เซลติคได้เข้าไปครอบครองพื้นที่แถบนั้น

ในช่วงปี ค.ศ. 1363 – 1482 เนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของดยุคแห่งเบอร์กันดี และในศตวรรษที่ 16 เนเธอร์แลนด์ถูกปกครองโดยสเปน ต่อมาเจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์และขุนนางจำนวนหนึ่ง ได้ก่อการปฏิวัติต่อสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนเนเธอร์แลนด์ สามารถนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ได้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1648 จึงได้มีการลงนามในสนธิสัญญามุนสเตอร์ เพื่อสงบศึกระหว่างเนเธอร์แลนด์และสเปน ซึ่งดำเนินมาถึง 80 ปี และถือเป็นการประกาศเอกราชของเนเธอร์แลนด์ด้วย

ศตวรรษที่ 17 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของเนเธอร์แลนด์ เช่นเดียวกับ สเปน โปรตุเกส และ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลในการแสวงหาโอกาสทางการค้าในดินแดนต่างๆ ของโลก เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางทะเลและเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปในเวลานั้น และกรุงอัมสเตอร์ดัมก็เป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป

เมื่อ ค.ศ. 1795 กองทัพปฏิวัติฝรั่งเศสได้กรีฑาทัพเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ และในปี ค.ศ. 1810 เนเธอร์แลนด์ก็ได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเสื่อมอำนาจลงเนเธอร์แลนด์จึงได้รับเอกราชคืนมาอีกครั้งในปี ค.ศ.1814 โดยมีเบลเยียมเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี เนื่องจากความแตกต่างในทุกๆ ด้านระหว่างเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ประเทศทั้งสองจึงได้ แยกออกจากกันอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1839

เนเธอร์แลนด์ประกาศความเป็นกลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ.1914 – 1918 และ ประกาศความเป็นกลางอีกครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี กองทัพเยอรมนีได้รุกรานและยึดครองเนเธอร์แลนด์ ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1940 – 1945 ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์เป็นสมาชิกที่มีบทบาทแข็งขันในสหภาพยุโรป และองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือหรือนาโต้

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเจ้าอาณานิคมจนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอินโดนีเซียได้ประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์เมื่อปี ค.ศ. 1949 และชูรินาเมประกาศเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1954 ส่วนเนเธอร์แลนด์อัลไทลิส และอารูบายังคงเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ โดยมีอธิปไตยในการบริหารกิจการภายในประเทศ ส่วนด้านการทหารและการต่าง ประเทศยังอยู่ภายใต้ความควบคุมดูแลโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์

การเมือง
เนเธอร์แลนด์มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ทรงมีพระราชอำนาจในเชิงพิธีการ อย่างไรก็ดี ทรงมีพระราชอำนาจด้านการเมืองที่เป็นประเพณีสืบทอดกันมาของพระราชวงศ์ออเรนจ์ คือ สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็นผู้แต่งตั้งผู้สรรหานายกรัฐมนตรี (Formateur) ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป (เนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยถือว่าทั้งประเทศเป็นเขตเดียว ทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภา จึงต้องมีการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) และสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเป็นผู้แถลงนโยบายของรัฐบาลในพิธีเปิดสมัยการประชุมรัฐสภาประจำปี หรือ Speech from the Throne

คณะรัฐมนตรี (Council of Ministers) เป็นผู้กำหนดและดำเนินนโยบายบริหารประเทศ ตามความไว้วางใจของรัฐสภา รัฐมนตรีไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐสภาในคราวเดียวกันได้

สภาแห่งรัฐ (Council of State) เป็นองค์กรที่ปรึกษาด้านกฎหมาย โดยคณะรัฐมนตรีจะปรึกษาหารือเกี่ยวกับร่างของกฎหมายก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ สภาแห่งรัฐจะรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล

รัฐสภาเนเธอร์แลนด์ ประกอบด้วย 2 สภา คือ วุฒิสภา (First Chamber) มีสมาชิกจำนวน 75 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสภาจังหวัด 12 แห่ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และสภาผู้แทนราษฎร (Second Chamber) มีสมาชิกจำนวน 150 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ขณะที่วุฒิสภามีหน้าทีพิจารณาร่างกฎหมายซึ่งเสนอโดยสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 เนเธอร์แลนด์ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นการเลือกตั้งก่อนกำหนด สืบเนืองมาจากการลาออกของพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคแรงงาน PvdA) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2549 โดยเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 150 ที่นั่ง และมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 12.3 ล้านคนจากจำนวนประชากรทั้งหมดของเนเธอร์แลนด์ 16.3 ล้านคน ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรค Christian Democratic Appeal (CDA) ของนาย Jan Peter Balkenende นายกรัฐมนตรี ได้รับที่นั่งมากที่สุด จำนวน 2007 พรรคการเมืองที่จะอยู่ในรัฐบาลผสมไม่สามารถตกลงกันได้โดยแต่งตั้งให้นาย Balkenende ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 4) และพรรค CDA ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี และ State Secretary อื่น ๆ ทั้งหมด 12 ตำแหน่ง พรรคแรงงาน (PvdA) 13 ตำแหน่ง พรรค CU 4 ตำแหน่ง ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ได้สาบานตนเพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้วเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ชุดใหม่นี้ หรือที่รู้จักกันในนามว่า Balkenende 4 ประกอบด้วยพรรค Christian Democratic Appeal (CDA) ของนาย Jan Peter Balkenende นายกรัฐมนตรี, พรรคแรงงาน(PvdA), พรรคสังคมนิยม (Socialist Party)


เศรษฐกิจการค้า
สภาวะเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์มีตลาดภายในประเทศขนาดเล็ก เป็นปัจจัยผลักดันให้เนเธอร์แลนด์มีระบบเศรษฐกิจที่เปิดเสรีและพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ โดยเนเธอร์แลนด์ค้าขายส่วนใหญ่ภายในสหภาพยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสองในสามของการค้าระหว่างประเทศ

เนเธอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญและเป็นประตูสู่ยุโรป โดยผ่านทางท่าเรือ
รอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสนามบิน Schiphol และเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ โดยสามารถผลิตได้มากเป็นลำดับสามรองจากนอร์เวย์และรัสเซีย

เนเธอร์แลนด์มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในช่วงปลายทศวรรษที่แล้ว แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา เศรษฐกิจกลับอยู่ในสภาวะหดตัวเป็นอย่างมาก โดยอัตราการขยายตัวเหลือเพียงร้อยละ 0.5 และเมื่อปี ค.ศ. 2003 เศรษฐกิจติดลบร้อยละ 0.9

สภาพทางเศรษฐกิจดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีกำลังซื้อลดลง ที่สำคัญคือ อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นจาก 252,000 คน เมื่อปี ค.ศ. 2001 มาเป็น 495,000 คน ในปีนี้ (ค.ศ. 2004) โดยผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่จะหางานยากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ มีความกังวลมาก

จุดอ่อนในโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ บางส่วนมาจากปัจจัยภายนอก เช่น การขยายตัวในอัตราต่ำของการค้าโลก การแข็งค่าของเงินยูโร ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของเนเธอร์แลนด์ สำหรับปัจจัยภายใน ราคาหุ้นที่ลดลงและเงินสมทบสวัสดิการสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้การอุปโภคไม่ขยายตัว ในขณะเดียวกัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ ยังมีจุดอ่อนสำคัญมาจากการที่แรงงานไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน สืบเนื่องจากสวัสดิการที่ให้แก่ผู้พิการ หรือผู้เกษียณก่อนกำหนด นอกจากนั้น ผู้จบการศึกษาในสาขาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ยังทำให้ตลาดแรงงานอยู่ในสภาวะรัดตัว เนื่องจากหาคนที่เหมาะสมกับงานที่ว่างไม่ได้และค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้น

การหดตัวทางเศรษฐกิจส่งผลต่องบประมาณแผ่นดิน ซึ่งขาดดุลร้อยละ 3.2 และเกินร้อยละ 3 ของ GDP เมื่อปี ค.ศ. 2003 ส่งผลให้เนเธอร์แลนด์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสนธิสัญญา Maastricht ได้ ดังนั้น รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะต้องลดการขาดดุลให้ได้น้อยกว่าร้อยละ 3 โดยเร็วก่อนปี ค.ศ. 2005

สภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเล็กน้อย โดยคาดว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.25 ในปี ค.ศ. 2004 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.50 ในปี ค.ศ. 2005 แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้อัตราการว่างงานจะยังเพิ่มสูงขึ้น ในการนี้ จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่โครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นการแก้ไขระยะยาว โดยเฉพาะจะต้องดำเนินการเพื่อมิให้การขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ 3 ของ GDP เพราะจากประสบการณ์ในประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นว่า การใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ปัญหาแก้ยากและจะทำให้การควบคุมงบประมาณแผ่นดินใช้เวลานานมากขึ้นไปอีก

มาตรการที่จำเป็นในการแก้ไขสภาวะทางเศรษฐกิจ
ในช่วงปีที่ผ่านมา การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเริ่มส่งผลต่อการแก้ไขสภาวะทางเศรษฐกิจบ้างแล้ว ดังนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามนโยบายต่อไปเพื่อให้เศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ มีพื้นฐานที่มั่นคงและมีความยืดหยุ่นสูง (A strong and resilient economy) โดยเฉพาะในประเด็นดังต่อไปนี้
1. การควบคุมอัตราการขึ้นเงินเดือน เพราะที่ผ่านมาอัตราการขึ้นเงินเดือนที่สูงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการแข่งขันของเนเธอร์แลนด์ในตลาดโลก และจะเพิ่มชั่วโมงการทำงานให้สูงขึ้นเป็น 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
2. การปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคมเพื่อลดจำนวนผู้รับสวัสดิการและให้บุคคลดังกล่าวเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ โดยจะปรับปรุงระบบประกันภัยทุพพลภาพจากงานและเงินช่วยเหลือการว่างงานให้มีความเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 การสนับสนุนด้านภาษีอากรต่อผู้เกษียณอายุก่อนกำหนดจะถูกยกเลิก
3. การลดภาษีบริษัทจากร้อยละ 34.5 เหลือร้อยละ 30 เพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน จะส่งผลมิให้บริษัทดัทช์ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศยุโรปตะวันออกหรือ เอเชีย
4. การปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน โดยเฉพาะจะสนับสนุนสาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยีเป็นพิเศษ

เศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ในปี 2549 มีอัตราเติบโตร้อยละ 2.9 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน อัตราการบริโภคส่วนบุคคล (private consumption) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินมาตรการของรัฐบาลในการส่งเสริมกำลังซื้อของประชาชน อัตราการว่างงานในเนเธอร์แลนด์ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ในขณะที่มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 1.4

นโยบายด้านเศรษฐกิจในปี 2549 เน้นการสร้างงาน โดยรัฐบาลจะดำเนินมาตรการ
และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานและ การสร้างแรงจูงใจด้วยแผนการออมเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ประกาศแผนการใช้งบประมาณของรัฐบาลประจำปี 2549
โดยรัฐบาลใช้งบประมาณจำนวน 2.5 พันล้านยูโร เพื่อส่งเสริมกำลังซื้อของประชาชน ประกอบด้วยการดำเนินมาตรการเพื่อลดภาษีจำนวน 2 พันล้านยูโรและเพิ่มการใช้จ่ายจำนวน 0.5 พันล้านยูโร ลูกจ้างจะจ่ายเงินเข้าระบบประกันสังคมน้อยลง ในขณะที่แต่ละครอบครัวจะใช้จ่ายเงินรายได้ไม่เกินร้อยละ 5 เพื่อรับบริการทางสาธารณสุข ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางและมีบุตรจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของการศึกษาบุตร

 

 

ภาพทิวลิป จากสวน เคอร์เค็นฮอฟ ประเทศเนเธอร์แลนด์(Holland)