คนที่น่าสงสารที่สุด คือ คนที่ไม่คิดที่จะค้นหาตนเอง   และ  แย่หน่อย คือ คนที่ยังไม่รู้ว่า ตนเองเป็นใคร เกิดมาทำไม กำลังจะเดินทางไปไหน

คนเราหลายคน   ไม่รู้ว่าเป็นใคร  โดนอะไรปนเปื้อน (ทางความคิด และ ทางอารมณ์ด้วยนะ)  

 จนกระทั่ง  ถ้าโชคดี   เปิดใจ เปิดโลก  เจอกัลยาณมิตร    และ เราได้มาศึกษา ธรรมะ  ได้ศึกษาแนวจิตวิทยา  จิตวิวัฒน์   กระบวนกร   Voice Dialogue  ฯลฯ   ได้มาศึกษาโลกส่วนตัว ภายในสมองของเรา    ย้อนมาดูตัวเรา เราก็เริ่มเห็นตัวเราเอง  เราก็ดีใจว่า “เจอแล้ว  Who am I ?      ฉันเป็นใคร   ฉันชอบอะไร  ฉันเกิดมาทำไม

แต่ แค่นั้น มันยังไม่พอ   แค่รู้ว่า เราเป็นใคร มันยังไม่พอ

สิ่งที่ต้องคำนึงต่อไป คือ เรากำลังจะไปเป็นอะไร  (Becoming สำคัญกว่า Being)

ไม่ใช่เราจะพอใจ แค่ ฉันเจอแล้ว เจอตัวตนของฉันแล้ว ฉันเป็นแบบนี้ คนทั้งโลกรับรู้ไว้ด้วยฉันเป็นแบบนี้  นิสัยแบบนี้  ฯลฯ  จริงๆแล้ว  เราควรที่จะมอง กระบวนการที่กำลังจะผันตัวเราต่อไปว่า  ถ้าขืนเป็นแบบนี้  นิสัยแบบนี้ ชอบแบบนี้  อนาคตจะออกมาเป็นแบบไหน

เรากำลังกลายเป็นคน ที่ “เป็นตัวของตัวเอง” มากสะจน คนรอบข้าง เริ่ม รำคาญ 

เรากำลังเป็นคนที่มั่นใจในตนเองมากสะจน คนข้างๆ หมดความมั่นใจลงไป

เรากำลังสร้าง อาจิณกรรม (Frequent gum) ที่ทำให้ อนาคตของเราเป็นไปตามกรรมที่เราทำเป็นอาจิณ (เป็นประจำ)  เป็นสันดาน

คนที่ค้นพบว่า Who am I ? ได้แล้ว  ก้าวต่อไป คือ ทำนาย ชะตากรรม ของตนเองว่า ถ้าขืน เป็นแบบนี้ อีกต่อไป  จะเจอ ชะตากรรมอย่างไร ?

อนาคตอันใกล้   อาจจะกลายเป็น  ตาแก่ ที่เอาแต่ใจตนเอง    ยายแก่อ้วนๆ ขี้บ่น   ตาแก่ที่รอคอยผู้คนมาเยี่ยมเยียน แต่ ก็ไม่มีใครมา   ยายแก่ที่นอนอย่างเหงาหงอยอยู่บนเตียงโรงพยาบาล  ฯลฯ

อนาคตอันไม่ไกล คือ  หลังจากตายไปแล้ว  จะกลายไปเป็น (Being) อะไร    จะเป็นมนุษย์ (Human being) ได้อีกหรือเปล่า ?     ความตายไม่ได้น่ากลัว  แต่ เกิดเป็นอะไรต่อไปสิ น่ากลัวกว่า ?