วันนี้ผมถูกเชิญมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ(เขาเรียกแบบนี้ในเวที) เชิญมาเพื่อช่วยวิพากษ์การจัดทำ (ร่าง) คู่มือแนวทางการดำเนินงานเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดโดยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยที่มีอยู่เดิม และรวบรวมความรู้ ถอดบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตจากการพยายามพัฒนาการท่องเที่ยวทางเลือกของประเทศไทย
ผมได้รับเอกสารจากคณะวิจัยจาก มสธ.ไม่กี่วันก่อนเข้าร่วมเวทีและได้อ่านอย่างละเอียด (ตามคำร้องขอของผู้จัด) ด้วยความที่ผมเคยทำงานในแวดวงการท่องเที่ยว ผมจึงอ่านเอกสารชิ้นนี้อย่างเข้าใจ และคิดตามเนื้อหาที่นำเสนอได้ไม่ยากนัก เนื้อหาค่อนข้างเป็นวิชาการ เหมือน การทบทวนวรรณกรรมของนิสิตปริญญาโท มากกว่าจะเป็นคู่มือให้ชาวบ้านได้นำไปเป็นคู่มือพัฒนาชุมชนโดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นเครื่องมือ ตามวัตถุประสงค์ของนักวิจัย
หากมองในมุมนักวิชาการ ผมให้คะแนนเกือบเต็ม...แต่หากมองการนำไปใช้เพื่อเป็นคู่มือให้กับชาวบ้าน ผลผลิตที่เราจะนำออกไปตามรูปแบบเอกสารที่อยู่ในมือผม ผมคิดว่า “ชาวบ้านไม่อ่านหรอกครับ...” ทั้งรูปแบบ เนื้อหาที่ยากต่อการเข้าใจ ศัพท์ทางวิขาการที่นักวิชาการคุ้นชิน แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ทฤษฏีเป็นดุ้นๆแข็งๆ ชาวบ้านจะแปลงไปใช้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ร่างฉบับนี้หลังจากเสร็จสิ้นเวทีนี้แล้ว จะถูกจัดทำ แก้ไข ผลิตและกระจายแจกให้ชุมชนทั่วประเทศ
ต้องขอบคุณ สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว และ นักวิจัย จาก มสธ. ครับ ที่มีความตั้งใจ เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว และพยายามหากระบวนการรูปแบบในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ให้ชุมชนได้เรียนรู้ และพัฒนา...ความตั้งใจที่ดี เพื่อชุมชน ผมให้ใจเต็มที่กับวิธีคิดแบบนี้...
ก่อนวิพากษ์ในเวทีผมออกตัวว่า ต้องขออภัยที่พูดตรงๆ แต่การวิพากษ์ตรงไปตรงมา หมายถึง เราต้องการผลลัพธ์สุดท้ายเพื่อประโยชน์ของชุมชนจริงๆ
เราทำคู่มือ เพื่ออะไร?
· เอกสาร คู่มือ เพื่อการเรียนรู้ แต่เรียนรู้แล้วปฏิบัติไม่ได้ ก็เกิดประโยชน์น้อย
· เอกสาร คู่มือ เพื่อการเรียนรู้ และนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน แบบนี้สร้างพลังในการพัฒนามาก
ดังนั้น เราสร้าง เอกสาร คู่มือ เพื่อเป็น คู่มือ (เห็นได้ทั่วไป ไม่ค่อยมีใครหยิบอ่าน)
หรือ...
เราสร้าง เอกสาร คู่มือ เพื่อเอาไปใช้งาน อาจต้องตอบคำถามนี้ให้ชัดเจน
ในส่วนของเนื้อหา เอกสารได้กล่าวถึงเรื่องของ “เครือข่าย” ผมมองว่า เครือข่ายทางการนั้นตั้งง่ายๆ และ ล้มง่ายๆเช่นกัน แต่ที่ท้าทายไปกว่านั้น ผมอยากให้ตั้งต้นที่เครือข่ายที่มีอยู่เดิมแล้ว เข้มแข็งแล้วขยายผล แบบนี้ ง่ายกว่า และ ใช้ต้นทุนการทำงานที่ไม่มาก แต่ได้ผลดี ยั่งยืนกว่า
ส่วนกระบวนการการพัฒนาชุมชนด้านการท่องเที่ยว ผมมองว่าเราใช้ Case study ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละบริบท (ประเภทท่องเที่ยว,ภูมิภาค) รวบรวมองค์ความรู้ ถอดบทเรียน สังเคราะห์ออกมาเขียนเป็นเรื่องราว ง่ายๆ มีรูปแบบการปฏิบัติที่ชุมชนอ่านแล้ว สามารถทำได้ กระบวนการนั้นขอให้เป็นกระบวนการกลางๆ เปิดโอกาสให้ชุมชนได้คิดกระบวนการที่เขาคิดเอง ลองผิด ลองถูกบ้าง เพื่อค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด เผลอๆเราจะได้ นวัตกรรมการพัฒนาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นพื้นที่ได้
จากประสบการณ์ที่ผมเคยทำงานเกี่ยวข้องด้าน การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ภาคเหนือ และคลุกวงใน งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คู่มือที่จะเอื้อให้เกิดการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ทั้งรูปแบบของ How to และ การเรียนรู้จากบทเรียนที่ดี (จาก ชุมชนต้นแบบ) ผมขอแยกเป็น ๓ ประเด็นใหญ่ๆ
๑. ประเด็นที่ ๑ คู่มือการพัฒนาชุมชนเพื่อยกระดับให้เป็นชุมชนที่จัดการ การท่องเที่ยวโดยชุมชน(How to และ การถอดบทเรียน)
๒. ประเด็นที่ ๒ คู่มือการพัฒนารูปแบบการตลาด สำหรับชุมชนที่จัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน(How to และ การถอดบทเรียน)
๓. ประเด็นที่ ๓ คู่มือการสร้างและพัฒนาเครือข่าย สำหรับชุมชนที่จัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน(How to และ การถอดบทเรียน)
ที่แยกออกมาเป็น ๓ ประเด็น และ น่าจะมี ๓ เล่ม เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นใหญ่ ที่ทางภาคเหนือใช้เป็นประเด็นศึกษา-วิจัยเลยทีเดียว (ชุมชนท่องเที่ยว,การตลาด,เครือข่าย)
ส่วนสภาพปัญหาที่นักวิจัยเขียนไว้ในคู่มือ ---ผมมองว่าควรตัดออก เพราะปัญหาเป็นเรื่องที่เคลื่อนไหว ผันแปรไปตามสถานการณ์ข้างนอก เราจะพบปัญหาใหม่ๆตลอดเวลา
พี่เพียรเลิศ แห่ง ธกส. บอกว่า อยากให้ คู่มือนี้ บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนที่จัดการท่องเที่ยว ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้เข้าถึงอารมณ์ เช่น ความสำเร็จ อ่านแล้วทำให้ขนลุก หัวใจพองโต หากล้มเหลว อ่านแล้วก็มีน้ำตา และเศร้า เป็นงานเขียนที่มีชีวิต เอื้อต่อกระบวนการสร้างจิตสำนึกของคน หากชี้ให้เห็นกระบวนการ ให้เป็นกระบวนการกว้างๆ เปิดโอกาสให้ชุมชนมีพื้นที่ในการร่วมคิด ร่วมสร้าง เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมแบบธรรมชาติ
ผมเองก็คาดหวังให้คู่มือเล่มนี้ เป็นคู่มือที่สร้างแรงบันดาลใจ เป็นคู่มือที่มีชีวิต ใช้คำง่ายๆ เห็นขั้นตอนการปฏิบัติการที่ชัดเจน นำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยาก ถึงจะเป็นคู่มือที่เป็นมิตรกับชุมชน และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนโดยแท้จริง
โชคดีที่เวทีนี้ผมได้เจอคนคุ้นหน้า คุ้นตา ที่เคยทำงานร่วมกันในแวดวง “การท่องเที่ยว” หลายท่าน และหลายท่านก็เห็นพ้องกับสิ่งที่ผมคิดเห็นในบันทึกนี้
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๑๑ ธ.ค.๕๑
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จ๊าบ ครับ คุณเอก :)
เก่ง
ดี
มีความสุข
พี่เอก ครับพี่น้องงงงงงงงงงง
สวัสดีครับหมอเอก
-มาช่วยสนับหนุน ยกมือเห็นด้วยกับคนเก่ง ๆ อย่างหมอเอกครับ
-รักษาสุขภาพด้วยนะครับ หนาวแล้วครับ
อ.Wasawat Deemarn
งานนี้ทำหน้าที่แทนชุมชนครับ...ดังนั้น เราจึงพูดตรงไป ตรงมา แต่ด้วยความที่ คณะนักวิจัย ท่านต้องการให้งานออกมาเพื่อชุมชน การยอมรับ ปรับแก้ ก็เป็นกระบวนการที่ทางคณะนักวิจัยต้องรับฟัง...น่าชื่นชมครับ
แต่คำว่า "จ๊าบ" นี่ กินความขนาดไหนกันครับ :)
น้องเอ๊ะครับ
ทางคณะนักวิจัย เขาตั้งให้เป็นแบบนี้ครับ...แต่งานที่ส่งผลต่อชุมชน และหากผมถนัดละก็ ผมเต็มที่นะครับ ถือว่าได้มีโอกาสช่วยชุมชน ภายใต้ศักยภาพที่ผมพอมีบ้าง
สุขกาย สบายใจ ครับผม
น้อง ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee
"พื้นที่ โฆษณา " ครับ
ขอบคุณครับ ...คำชื่นชมจากน้อง :)
ขอบคุณมากครับ คุณครู KSU
เปลี่ยนรูปใหม่...ดูเท่ มากเลยครับครู
น่าสนใจครับเพื่อน...
เป็นกำลังใจในการทำงานครับผม...
ขอบคุณมากครับดิเรก...พรุ่งนี้เจอกันช่วงเย็นครับ
พอลล่าเห็นด้วยกับพี่นะ คู่มือ แนวทาง อิอิ ..สำหรับชาวบ้าน ไม่จำเป็น อิอิ
พอลล่า
อาจจะไม่ถึงขั้นไม่จำเป็นครับ แต่ให้ทำคู่มือ ง่ายๆ มีขั้นตอนกว้าง ปฏิบัติได้ ไม่ใช้ศัพท์สูง... :)
เรามักติดกรอบนักวิชาการไงครับ ผมก็มีบ้างนะ ติดๆศัพท์ คิดว่าเขาเข้าใจ แต่จริงๆไม่เข้าใจ
เว้าง่าย เว้าซื่อๆ ดีกว่า ตรงไป ตรงมา แต่ กระบวนการต้องวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ตรงนี้เองท้าทายในการพัฒนาชุมชน
คำตอบ ยั่งยืน หรือไม่ อยู่ที่การทำ KM การจัดกระบวนการเรียนรู้ครับผม
ขอเป็นกำลังใจให้แก่คนทำงาน การวิพากษ์รอบนี้คงได้เนื้อ สมแล้วที่เขาเรียกผู้ทรงคุณวุฒิ ไว้หนังสือผมเสร็จจะรบกวน วิพากษ์งานเขียนของผมบ้าง อิอิ ดูแลสุขภาพด้วยครับ
ไปเดิน ตลาดที่ เมืองทอง เดินผ่าน ที่ขายเสื้อผ้ามือสอง ฝุ่นของเสื้อผ้า ทำให้ผมจามไม่หยุดเลย...ต้องพึ่งยาแก้แพ้ครับ แปลกดี ...สะดุดก็เรื่องเล็กๆแบบไม่คิดฝันแบบนี้
น้องชายของผม ...น้องฟูอ้าจ ดูแลสุขภาพด้วยนะครับผม
พี่เอก
ขอบคุณดิเรกครับ
เป็นกำลังใจให้การทำงานเช่นกันครับ
คุณขจร...
ขอเงียบๆดีกว่า อย่าโด่งดังเลยครับ...สบายใจกว่าครับผม
น้องเอกเขียนตรง ๆ ว่า
"แต่หากมองการนำไปใช้เพื่อเป็นคู่มือให้กับชาวบ้าน ผลผลิตที่เราจะนำออกไปตามรูปแบบเอกสารที่อยู่ในมือผม ผมคิดว่า “ชาวบ้านไม่อ่านหรอกครับ...” ทั้งรูปแบบ เนื้อหาที่ยากต่อการเข้าใจ ศัพท์ทางวิขาการที่นักวิชาการคุ้นชิน แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ทฤษฏีเป็นดุ้นๆแข็งๆ ชาวบ้านจะแปลงไปใช้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ร่างฉบับนี้หลังจากเสร็จสิ้นเวทีนี้แล้ว จะถูกจัดทำ แก้ไข ผลิตและกระจายแจกให้ชุมชนทั่วประเทศ"
** ** ** ** ** **
พี่ก็ขอ(แอบ)วิพากษ์ตรง ๆ บ้าง ว่าคล้าย ๆ โครงการณ์หลาย ๆ โครงการณ์ที่หน่วยงาน(ของเรา)เคยทำ จิปาถะ เป็นศัพท์แสงทางวิชาการ เป็นสิ่งที่เขียนขึ้นมายาก อ่านทำความเข้าใจยิ่งยาก ปฎิบัติตามยากเข้าไปใหญ่...
แล้ววันหนึ่งมันก็เลือนหายไป
เช่น เอกสารในหน่วยงานเกี่ยวกับ การควบคุมคุณภาพระบบไอเอส...เบอร์ต่าง ๆ
ตอนพี่สอนงานผู้ร่วมงาน เพื่อไม่ให้เขาเกร็งพี่เพียง ชูนิ้วห้านิ้ว
ที่ห้านิ้วเพราะพอดีมือคนเรามีห้านิ้วไง อิอิ
นิ้วโป้ง เรามีงานหลักอะไร
นิ้วชี้ เราต้องเรียนรู้และเข้าใจงานเราให้ถ่องแท้และเราฝันอยากให้มันมีผลงานที่ดี ถูกต้อง
นิ้วกลาง เราจึงต้องคิดก่อนทำ ทำอย่างที่คิด ทำจริง ๆ
นิ้วนาง เราต้องตรวจสอบเป็นระยะ ๆ ต่อเนื่องบ้าง เหมือนสอบวัดผล หรือแข่งขันกับตัวเราเอง
นิ้วก้อย แล้วเราก็ต้องทำอย่างนี้เรื่อยไป
ไม่เคยพูดภาษาปะกิดให้เขาฟังกันหรอกค่ะ
เกี่ยวมั้ยเนี่ย ฮา
-ผมเป็นหมออนามัยที่อุบลครับ
-แอบอ่าน/ติดตามงานและความคิดของหมอเอกมานานแล้ว
-งดงามเป็นธรรมชาติ/เป็นอิสระจากข้อจำกัดบางอย่างของชีวิต(สักวันผมคงไปถึงบ้าง)
-ผมว่าหมอเอกก้าวพ้นนิยาม "นักวิชาการ" และหรือ "นักวิจัย" ที่เราคุ้นชิน
-หมอเอกได้นำปรัชญา/แนวคิด ของอาจารย์หมอประเวศ ไปสู่ปฏิบัติการทางสังคมได้งดงามและเป็นจริง สัมผัสได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง เช่น กรณี "สังคมานุภาพ"
-ผมได้แอบรวบรวมจากบล๊อกนี้ สร้างยุทธศาสตร์อุบลสร้างสุข (กับท่าน ผวจ.อุบล และเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดอุบลราชธานี)
-ขออนุญาตหมอเอกเป็นทางการด้วยนะครับ
อืมม "จ๊าบ" หมายถึง ..... (คิด ๆๆ)
การได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของกลุ่มคนในวงการนั้น ๆ ด้วยไมตรีจิต
และคุณเอกได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่าที่คุณเอกจะมีอยู่ในตัว ครับ
(พอได้ ๆ)