นานาเรื่องราวการจัดการความรู้ (๑๘)
เครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
(โปรย) การบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน
เป็นศาสตร์และศิลป์อันเกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วย
การก่อเกิดเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานจึงเกิดขึ้นเริ่มจากเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในตลาดนัดความรู้
จนเกิดสมาชิกเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ
มาซึ่งการก่อเกิดเวทีอันเป็นพื้นที่เสมือนขึ้นในเว็ปไซต์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางไกล
เครือข่ายจัดการความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
ก่อเกิดขึ้นจากความตั้งใจของ ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ หิมะทองคำ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพธารินทร์
และประธานมูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน ตั้งแต่เมื่อปี
พ.ศ.2547 ขณะนั้นโรงพยาบาลเทพธารินทร์กำลังก่อสร้างอาคารใหม่ 20 ชั้น
เพื่อขยายงานการบริการผู้ป่วยนอก
ซึ่งจะเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ในการนี้ผู้บริหารและทีมงานของโรงพยาบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้รู้ที่มีประสบการณ์หลากหลาย
จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านรวมทั้ง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)
มาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 28
สิงหาคม 2547 ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ
ได้เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงงานที่ทำมายาวนานกว่า 20 ปี
สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันและที่ต้องการจะทำต่อไปในอนาคต
ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังและความมุ่งมั่นในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
ในที่ประชุมนั้นเอง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
ได้เสนอให้องค์การที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน
เพื่อให้เกิดกระแสการเคลื่อนสังคมโดยการจัดการความรู้
จัดเวทีให้โรงพยาบาลที่มีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานดีอยู่แล้วมาพบกัน
ร่วมกันหาขีดความสามารถที่เป็นแกน (core competence)
แล้วให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งนำไปประเมินตนเอง เอาข้อมูลที่ได้มาทำเป็น
“ธารปัญญา” ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
แต่ละปีก็กลับมาพบกันใหม่เพื่อเรียนรู้อีก
ข้อเสนอแนะของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
ผอ.สคส.นี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ และ ดร. วัลลา
ตันตโยทัย เกิดแนวคิดที่จะรวบรวมโรงพยาบาลที่มีการปฏิบัติเลิศ (Best
Practice) ด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
มาเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
ภายใต้การสนับสนุนของโรงพยาบาลเทพธารินทร์
มูลนิธิเพื่อพัฒนาการบริบาลผู้ป่วยเบาหวาน
และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
เหตุใดจึงต้องเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
การรวบรวมโรงพยาบาลที่มีการปฏิบัติเลิศด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
มาเป็นเครือข่ายจัดการความรู้จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมี ดร.วัลลา
ตันตโยทัย เป็นผู้ประสานงาน
เหตุที่ต้องจัดการความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
เพราะปัจจุบันเบาหวานกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก
จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่
2 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดในคนที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ
ประเทศกำลังพัฒนาจะมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นสูงมาก
โดยเฉพาะที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย
หากไม่มีมาตรการการจัดการที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า
ผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดในโลกนี้จะมีจำนวนมากถึง 300 กว่าล้านคน
ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
การสำรวจครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2543
พบว่าอัตราความชุกในผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเท่ากับ 9.6
เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วย 2.4 ล้านคน
ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ไม่มีอาการและไม่ได้รับการวินิจฉัยถึง 50
เปอร์เซ็นต์
อัตราความชุกในประชากรที่อยู่ในเมืองสูงกว่าชนบทและเพิ่มขึ้นตามอายุ
ส่วนผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารผิดปกติ
ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน
พบว่ามีอัตราความชุกสูงถึง19.7 เปอร์เซ็นต์ หรือมีจำนวนประมาณ 5
ล้านคน
เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด
ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชาชน
ความผิดปกติจากเบาหวานทำให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดแดงทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
นำไปสู่การเกิดจอประสาทตาเสื่อม ตาบอด ไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งโรคหลอดเลือดที่ขาและเท้า
ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
และยังมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม
เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสูงมากและยังมีการสูญเสียทางอ้อมจากการที่ไม่สามารถทำงานได้เท่าปกติ
การมีข้อจำกัดด้านความสามารถ หรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร
เบาหวานจึงเป็นปัญหาที่ท้าทายระบบการดูแลสุขภาพในปัจจุบันและอนาคต
ต้องอาศัยมาตรการในการป้องกัน ดูแลรักษา
และฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิภาพ
โดยมาตรการดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อผู้ป่วยเป็นรายบุคคลเท่านั้น
แต่จะต้องครอบคลุมถึงประชากรผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มเสี่ยง
และประชาชนทั่วไปด้วยกระแสของการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข
และการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดกระบวนการพัฒนาคุณภาพบริการ
โรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิในหลายพื้นที่
ได้ปรับปรุงการจัดบริการสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจนปรากฎผลงานที่น่าชื่นชม
การบริการดังกล่าวมีแนวโน้มมุ่งขยายไปสู่บ้านและชุมชนมากขึ้น
โดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม
บุคลากรในทีมสุขภาพมีการปรับเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้ส่งเสริม
สนับสนุนและเอื้ออำนวยต่อการดูแลตนเองของผู้ป่วยมากขึ้น มี
“ความรู้ปฏิบัติ”
จำนวนมากอยู่ในทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จเหล่านี้
จึงควรทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย
เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และความชำนาญการระหว่างกัน
ซึ่งจะช่วยพัฒนาการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้ก้าวหน้า
และขยายไปสู่การป้องกันโรคเบาหวานได้โดยเร็ว
รูปแบบการดำเนินงานเป็นเครือข่าย
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
จัดขึ้นครั้งแรกในรูปแบบ “ตลาดนัดความรู้”
เพื่อให้ทีมสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ (PCU)
ต่างๆ ได้เรียนรู้เรื่องการจัดการความรู้ผ่านกิจกรรมของตลาดนัดความรู้
และเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยเบาหวานจากการนำประสบการณ์ความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
หลังจากนั้นมีการพบปะแลกเปลี่ยนกันผ่านบล็อก ในชุมชน Communities of
Diabetes Care ที่ http://dmcommune.gotoknow.org
และจดหมายข่าวสายใยเครือข่ายเบาหวาน ฉบับรายเดือน
นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องเฉพาะผ่านกิจกรรม
“เพื่อนช่วยเพื่อน”
เริ่มด้วย “ตลาดนัด” ร้อยรัดความรู้
30 เมษายน -1 พฤษภาคม 2548 มีการจัด
“ตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ครั้งที่ 1”
โดยมีทีมสหวิชาชีพที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
จากโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ จำนวน 13 ทีม คือ
โรงพยาบาลเทพธารินทร์, หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิศิริราช,
คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล,
โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, โรงพยาบาลปลาปาก จ.นครพนม, โรงพยาบาลระโนด
จ.สงขลา, หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิตะพง จ.ระยอง, งานเวชศาสตร์ครอบครัว
โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก, โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช
จ.พระนครศรีอยุธยา, สาธารณสุขจังหวัดสกลนครและโรงพยาบาลคำตากล้า
จ.สกลนคร, โรงพยาบาลชุมพวง จ.นครราชสีมา,
และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จ.นครพนม
ความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในตลาดนัดความรู้ครั้งนี้
ได้ถูกสกัดและมีการรวบรวมเป็นคลังความรู้ไว้มากมายหลายเรื่อง
โรงพยาบาลในเครือข่ายได้นำความรู้เหล่านี้ไปทดลองปฏิบัติจริงบ้างแล้ว
อาทิ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม ซึ่งเภสัชกรเอนก ทนงหาญ
หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดความรู้ครั้งที่ 1 เล่าว่า
หลังจากที่มาร่วมกิจกรรมตลาดนัดความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานแล้ว
ทีมก็ได้ทดลองนำความรู้จากทีม PCU ตะพง จ.ระยอง ของ นพ. บุญรัก
ธำรงลักษณ์กุล เรื่องการจัดตั้งชมรมผู้ป่วยเบาหวานแบบ “1 ตำบล 1
ชมรมผู้ป่วยเบาหวาน” ไปลองใช้
ในพื้นที่ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนมมีทั้งหมด 16 ตำบล (เขต
ร.พ.1 ตำบล บวกอีก 15 ตำบล)
วางแผนที่จะซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดให้ไว้ชมรมละ 1 เครื่อง
และสนับสนุนแถบทดสอบสำหรับวัดระดับน้ำตาลในเลือด
เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม
คาดว่าต่อไปชมรมจะสามารถจัดการเองได้เหมือนกับที่ PCU ตะพงทำ
ทางโรงพยาบาลได้อบรมตัวแทนจากแต่ละตำบล ตำบลละ 10
คนไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
และโครงการนี้ก็กำลังไปได้สวย
นอกจากนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม
ยังได้นำความรู้จากทีมของโรงพยาบาลคำตากล้า จ.สกลนคร ไปใช้ต่อด้วย
โดยจะจัดให้ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีและไม่มีโรคแทรกซ้อน
ไปรับการดูแลที่สถานีอนามัย
เพื่อลดความคับคั่งของผู้ป่วยในโรงพยาบาลและจะได้ดำเนินกิจกรรมเชิงรุกให้มากขึ้น
ในระยะแรกได้มีการประชุมเตรียมการไปแล้ว
และเพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา
ในขณะที่เจ้าของเรื่องเล่าแห่งความรู้ก็มีความยินดีและดีใจที่เรื่องเล่าของโรงพยาบาลตนเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนเครือข่าย
ด้านงานเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพุทธชินราช
จ.พิษณุโลก ก็ได้แนวคิดจากการจัดตลาดนัดความรู้นี้ไปจัดงาน
“มหกรรมศูนย์สุขภาพชุมชน” ที่มี นพ.นิพัธ กิตติมานนท์
และทีมงานเป็นแกนนำ
และยังนำกระบวนการการจัดการความรู้ไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน
ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันโดยให้ผู้ป่วยที่มีการดูแลตนเองดีมาเล่าให้ผู้ป่วยรายอื่นๆ
ฟัง
นอกจากนี้ก็ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันของทีมงานที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน
โดยให้ความสำคัญกับเรื่องการปรับพฤติกรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในชมรมผู้ป่วยเบาหวานที่
PCU ของโรงพยาบาลรับผิดชอบ
มีการนำตัวแทนสมาชิกในชมรมของแต่ละตำบลมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในเรื่องการดูแลตนเอง
ซึ่งคาดว่าจะได้ความรู้จากประสบการณ์ที่ดีของผู้ป่วยหลายๆ
คนแบ่งปันกัน
นพ.นิพัธ กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากทำมากๆ
คือหาแนวร่วมซึ่งเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวหรือแพทย์เวชศาสตร์ทั่วไป
(GP) ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน
ร่วมกันสร้างระบบกระจายเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
ให้มีแนวคิดและแนวทางการรักษาให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยมากที่สุด
แม้ตนเองจะไม่ใช่ผู้รู้ในเรื่องเบาหวานอย่างผู้เชี่ยวชาญ
แต่ก็จะพยายามเสาะแสวงหาความรู้ให้มากที่สุด
เป็นที่น่าสังเกตว่า โรงพยาบาลพุทธชินราช
จ.พิษณุโลกนี้ก็ยังเป็นสมาชิกเครือข่ายการจัดการความรู้โรงพยาบาลภาคเหนือตอนล่าง
ซึ่งทางสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้ (สคส.) ให้การสนับสนุนอีกด้วย
กรณีนี้ทำให้เห็นความชัดเจนและความสำคัญของระบบเครือข่ายที่โยงใยนักจัดการความรู้เข้าด้วยกัน
ด้านโรงพยาบาลเทพธารินทร์
แม้จะเป็นโรงพยาบาลที่ถูกขนานนามว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน
จนเป็นแหล่งศึกษาดูงานของโรงพยาบาลทั่วทุกภาคของประเทศ
ในกระบวนการศึกษาดูงานของโรงพยาบาลต่างๆ นั้น
ทีมของโรงพยาบาลเทพธารินทร์
จะสอบถามเสมอว่าเมื่อมาดูงานของเทพธารินทร์แล้ว
ช่วยแนะนำหรือช่วยเล่าให้ฟังบ้างว่าโรงพยาบาลของท่านมีกระบวนการ
วิธีการ หรือเคล็ดลับดีๆ อะไรบ้าง ทีมของโรงพยาบาลเทพธารินทร์
ไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งรับและให้ความรู้แก่ผู้มาศึกษาดูงานเท่านั้น
แต่ยังพร้อมที่จะเรียนรู้จากที่อื่นเสมอ
นอกจากนี้ยังได้นำความรู้เรื่องการทำงานกับชุมชนที่ได้จากตลาดนัดความรู้
มาริเริ่มทำงานเชิงรุกกับชุมชนข้างเคียงโรงพยาบาล
และยังบันทึกประสบการณ์การทำงานที่มากด้วยความรู้ปฏิบัติผ่านบล็อก
dmtheptarin.gotoknow.org
ขณะนี้ทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวานทั้ง 13
ทีม
ต่างก็แยกย้ายนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในตลาดนัดความรู้
ครั้งที่ 1 ไปปรับใช้ในโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิของตน
ยังมีความรู้ระหว่างทางเกิดขึ้นมากมายในเครือข่ายฯ
ซึ่งเมื่อถูกนำไปทดลองใช้จริงแล้วได้ผลอย่างไรนั้น
พวกเขาจะกลับมาแลกเปลี่ยนกันอีกครั้ง
เพื่อเป็นการยกระดับความรู้ตามวงจรการจัดการความรู้ต่อไป
ขณะเดียวกันเครือข่ายก็กำลังเติบโตขยายวงกว้างขึ้น
มีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมตลาดนัดความรู้ ครั้งที่ 2
ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ เมื่อวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2548 รอเพียงเวลา
1 ปี จะมาเยี่ยมเยือนหอบความรู้ทั้งใหม่และที่นำไป
ปรับใช้แล้วมาแลกเปลี่ยนกันอีกครั้ง
แต่ระหว่างนี้ความรู้ของเครือข่ายก็ยังคงไหลเวียนมีให้เห็นในจดหมายข่าวสายใยเครือข่ายเบาหวาน
และ http://gotoknow.org อย่างต่อเนื่อง .
วัลลา
ตันตโยทัย
ผู้ประสานงานเครือข่าย
โรงพยาบาลเทพธารินทร์
3850 ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ 10110
โทร. 02-2402727 ต่อ 2937 E-mail : [email protected]
เข้าไปอ่านblogของอาจารย์หลายครั้งแล้ววันก่อนเจอที่พี่ติ๊น(นิโลบล)แนะให้ใช้gomgo แทน suctionในแผลDMแต่ยังไม่ได้เข้าไปศึกษารายละเอียด เพื่อนำไปใช้ที่หาดใหญ่บ้าง
(แมว)อมรรัตน์ ศิษย์เก่ารามาฯ