ความสมดุล คือ ความพอดี
ความพอ ความดี คือ ความ “สมดุล”
ความพอ คือ ความสมดุลระหว่างความอยากกับความไม่อยาก กินก็ยังต้องกินอยู่ ใช้ก็ยังต้องใช้อยู่ เพราะเรายังต้องมีลมหายใจอยู่ แต่กิน ใช้ และหายใจไปตามหน้าที่
มีหน้าที่กินก็กินไป มีหน้าที่อยู่ก็อยู่ไป มีหน้าที่หายใจก็หายใจไป
มีอย่างประณีตก็กินก็ใช้อย่างประณีต มีอย่างเลวก็กินก็ใช้อย่างเลว มีอย่างไรก็กินก็ใช้อย่างนั้น
ความดี คือความสมดุลระหว่างเหตุและผล
มีเหตุก็ต้องมีผล
เมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุ ต้องรู้ให้ถึงเหตุ ให้แจ้งถึงเหตุ ถ้ารู้เหตุและรู้ผลแล้วจึง “สมดุล”
โลกใบนี้ทุก ๆ อย่างมีเหตุและมีผล แต่ไม่รู้ถึงเหตุและผลของทุก ๆ อย่างเราถึงไม่สามารถเข้าใจว่าโลกสมดุล และไม่เข้าถึงความสมดุลของโลก
แต่ในทางธรรมแล้วทุกอย่างมีเหตุและมีผล และพระพุทธได้ตรัสรู้ถึงและผลเหล่านั้น โดยเหตุและผลเหล่านั้นก็เป็นข้อมูลเปิดเผย และทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงได้ แต่ “ใจ” ของคนในสมัยนี้ไม่ “สมดุล” ไม่เข้าถึง ไม่อยากเข้าถึง เข้าถึงแล้วก็ไม่อยากยอมรับ เนื่องด้วยเพราะใจไม่เป็นกลางในการยอมรับ ใจเอียง ใจไม่สมดุล
บางคนก็เชื่อจนหัวปักหัวปำ พุทธบริษัทจะว่าอะไรอย่างไรก็เชื่อไปซะหมด ไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองใครครวญให้ดี
หรือหลายคนก็ไม่เชื่ออะไรซะเลย ใครจะว่าอย่างไรก็เดินไปอีกข้างหนึ่ง เขาว่าอย่างนี้ฉันจะไปอย่างโน้น เขาว่าซ้ายแต่ฉันว่าขวา
ในโลกนี้นั้นไม่มีอะไรที่ไม่สมดุล หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ทุกอย่างในล้วนนี้ล้วนสมดุล มีเกิดก็ต้องมีดับ ทั้งเกิดและดับนั้นมีเหตุและมีผล
แต่ใจคนนั้นเองที่ไม่สมดุล ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับเหตุและผลที่สมดุลในทางธรรม
คนทั้งหลายถึงต้องหลงโลก หลงธรรม หลงใจกันอยู่อย่างนี้
ถ้าใจสมดุลด้วยธรรมในวันนี้ โลกก็จะสมดุลในวันนี้
ทุก ๆ อย่าง หลากล้านสรรพสิ่งล้วนอยู่ที่ “ใจ”
วางใจให้เป็นกลาง ล้างจิตให้ “สมดุล” แล้วลมหายใจนี้ท่านจะพบกับความสุขที่เที่ยงแท้นั่นคือ “ความสงบ...”

กราบนมัสการ พระคุณเจ้า
โชคดีกลับมาบ้านวันนี้ ได้นรับธรรมะ ก่อนนอน
ทุก ๆ อย่าง หลากล้านสรรพสิ่งล้วนอยู่ที่ “ใจ”
วางใจให้เป็นกลาง ล้างจิตให้ “สมดุล” แล้วลมหายใจนี้ท่านจะพบกับความสุขที่เที่ยงแท้นั่นคือ “ความสงบ...”
กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
สาธุ อนุโมทนา ค่ะ
สาธุ น้อมนำครับ
น้อมรับ