วันที่ ๒๘ พ.ย. ๕๑ ผมนั่งฟังคนของธนาคารไทยพาณิชย์วิเคราะห์โอกาสจากวิกฤตการเงินโลกด้วยความพิศวง และทำให้หวนมาคิดถึงมหาวิทยาลัย ว่ามีมหาวิทยาลัยใดบ้างที่นำเอาวิกฤตใหญ่ ๒ ด้านที่คนไทยทั้งชาติกำลังเผชิญ (คือวิกฤตเศรษฐกิจโลก กับวิกฤตการเมืองไทย) มาวิเคราะห์หาโอกาสในการทำงาน
ผมเดาว่าคงจะมีน้อยมาก หรือไม่มีเลย ที่ทำเช่นนั้น (ผมอาจจะผิด) เพราะมหาวิทยาลัยมักจะคิดโดยเอาความรู้เป็นหลัก ไม่ได้เอาสภาพสังคมเป็นหลัก ในการคิดยุทธศาสตร์การทำงาน มหาวิทยาลัยจึงไม่ว่องไวในการคิดหาโอกาสจากสภาพการเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำให้ผมตั้งคำถามต่อ ว่ามหาวิทยาลัยควรพัฒนาขีดความสามารถในการเปลี่ยนวิกฤตในสังคมเป็นโอกาสของมหาวิทยาลัยหรือไม่ ถ้าตอบว่าควร มหาวิทยาลัยจะสร้างขีดความสามารถนี้อย่างไร
ผมคิดว่าเรื่องนี้เข้ากับหลักการ Necessity breeds innovation. คือมหาวิทยาลัยต้องอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด (และอยู่ดี) จึงจะขวนขวายพัฒนาขีดความสามารถในการวิเคราะห์โอกาสในการทำงาน ในลักษณะหาโอกาสในท่ามกลางวิกฤต
ผมตีความว่า วิกฤตการเมืองไทยบอกเราว่าสังคมไทยได้พัฒนามาถึงขอบของระบอบสังคมการเมืองแบบเก่า (Old Order) สังคมวัฒนธรรมแบบเดิมที่เราอยู่จะไม่สามารถโอบอุ้มสังคมให้อยู่ในสภาพ “ปกติ” ได้ เราจะต้องก้าวเข้าสู่ระบอบสังคมและการเมืองแบบใหม่ (New Order) New Order นั้นคืออะไร เราจะเข้าสู่ New Order โดยไม่ต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อโดยการรบราฆ่าฟันเป็นสงครามกลางเมืองได้อย่างไร
ผมมองแบบคนโง่ ว่า สิ่งที่เราต้องการทำความเข้าใจ คือ Macro-social dynamics ของสังคมไทย ซึ่งที่จริงเราก็พอจะรู้ ว่าเราเข้าสู่สภาพ “สองนคราประชาธิปไตย” หรือมีประชากร ๒ กลุ่ม ที่กลุ่มหนึ่งถูกมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยม ให้ผลประโยชน์ระยะสั้น ได้ง่าย มหาวิทยาลัยน่าจะเห็นโอกาสเข้าไปแก้ปัญหานี้ คำถามคือ สถาบันอุดมศึกษาในภาพรวมได้เข้าแก้ปัญหานี้ หรือกลับเข้าไปเป็นแนวร่วมซ้ำเติมปัญหา สังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น
อุดมศึกษาที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคม สู่สังคมอุดมปัญญา สังคมสัมมาทิฐิ เป็นอย่างไร อุดมศึกษาที่แสดงบทบาทตรงกันข้าม เป็นอย่างไร การกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้ทำคุณแก่สังคม ไม่ทำร้ายสังคมในระยะยาว เป็นอย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๑ ธ.ค. ๕๑
ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยคงไม่สามารถ "re-educate" ให้ประชาชนกลับมาสู่ Old Order หรือ New Order ได้ง่ายๆ ครับ ประชาคมมหาวิทยาลัยก็แบ่งเป็นสองส่วนเช่นเดียวกันครับ
New Order และ Old Order ก็เช่นกันครับ ที่อาจารย์เข้าใจก็อาจจะไม่ตรงกับคนอื่นๆ ที่เห็นว่า New Order ที่อาจารย์เขียนคือ Old Order และ New Order ที่อาจารย์ทราบคือ Old Order ครับ
ผมเชื่อว่าอาจารย์คงไม่ชอบถ้ามหาวิทยาลัยมีส่วนเป็นเครื่องมือที่ใช้ปิดโอกาสให้ประชาชนไม่ได้รับรู้ว่า New Order คือ Old Order สำหรับคนอื่นอีกจำนวนไม่น้อยเป็นแน่ครับ
ถ้ามหาวิทยาลัยเริ่มต้นด้วยเป้าว่าเราต้องการให้เขา "รู้" อะไร และ "ไม่รู้" อะไร มหาวิทยาลัยคงต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวที่จะปิดกั้นความรู้ครับ โดยเฉพาะในสังคม knowledge-based society เช่นนี้ครับ
ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าหน้าที่มหาวิทยาลัยคือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้ทุกสิ่งที่เขาต้องการรู้ครับ ไม่ใช่ปิดกั้นความรู้ครับ
ถ้าเราต้องการเห็น learning society เราก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงครับ ไม่ใช่ปิดกั้นและควบคุมครับ
ผมไม่ได้สนับสนุน Old Order หรือ New Order ไม่ว่าสูตรไหนเป็นพิเศษ แต่ผมเจ็บปวดทุกครั้งที่มีใครบอกว่าประชาชนโดยทั่วไปไม่มีความคิดเป็นของตัวเองครับ
ผมคือประชาชน ผมเป็นลูกชาวบ้าน และไม่เคยลืมว่าเป็นลูกชาวบ้าน ถ้ามีใครบอกว่าชาวบ้านโง่ ไม่สามารถคิดเองได้ เท่ากับเขาดูถูกผมและญาติพี่น้องอีกมากมาย เจ็บนะครับ
ถ้าประชาชนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จัดการความรู้ จัดการ propaganda เสียดีกว่าครับ
ปัญหาปัจจุบันคือประชาชนไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงครับ
ผมกล้าท้า Old Order หรือ New Order ว่าถ้าแน่จริงก็เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสิครับ แล้วปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง อย่ามาปิดกั้นแล้วตัดสินว่าเขาโง่ครับ
ประเด็น "การมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยม" น่าสนใจครับ
ขอบคุณครับ อาจารย์หมอ :)
ชอบประโยคนี้มากครับ
...แต่ผมเจ็บปวดทุกครั้งที่มีใครบอกว่าประชาชนโดยทั่วไปไม่มีความคิดเป็นของตัวเองครับ...
เห็นด้วยมากครับ แต่ก็ไม่เห็นด้วยบางเรื่อง เพราะคิดว่า..