ใครที่เคยผ่านมาแวะรับประทานอาหารแถวตัวเมืองลำปาง น่าจะเคยเห็นคนหิ้วตะกร้า "วุ้นมะพร้าว" มาเดินเร่ขายตามร้านอาหารกันอยู่บ้าง มีทั้งวัยเด็กประถมไปจนวัยผู้ใหญ่
เมื่อวันที่ผ่านมา ผมไปทานก๋วยเตี๋ยวกับครอบครัว ก็ได้พบกับคนหิ้วตะกร้าวุ้นมะพร้าวมาขายอีกตามเคย คราวนี้ คนขายเป็นหญิง อายุน่าจะราว ๆ 25 ปี แต่ที่แปลกกว่าทุกครั้งคือเธอจูงเด็กตัวเล็ก ๆ อายุราว 2 ขวบมาด้วย เธอเดินเร่ขายไปทั่วร้านที่ผมนั่งอยู่ จนมาถึงที่ผมเป็นโต๊ะสุดท้าย ซึ่งเดิมผมตั้งใจว่าจะไม่ซื้อ เพราะว่าอิ่มแล้ว และวุ้นมะพร้าวกับมื้อเย็นมันค่อนข้างจะเพิ่มขนาดห่วงยางที่เอวมากไปหน่อย แต่เธอขอเอ่ยปากให้ช่วยซื้อเพื่อช่วยค่านมเด็กหน่อย ผมก็ได้ช่วยซื้อมา 1 กล่อง
หลังคนขายเดินออกไปแล้ว ภรรยาผมถามว่า ทำไมจึงไม่ให้เงินเขาไป แทนที่จะซื้อวุ้นของเขา ซึ่งผมเองนั้น ตอนแรกก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ก็ตัดสินใจซื้อวุ้นมะพร้าวแทน เพราะคิดว่า ถ้าให้เงินเขาไปเลยจะเป็นการทำลายความภาคภูมิใจของเขา เพราะว่าเธอไม่ใช่ขอทาน แต่เป็นคนทำงานหาเลี้ยงชีพ ซึ่งถ้าผมทำอย่างนั้นแล้วเธอไม่รับ นั่นเท่ากับผมดูถูกเธออย่างแรงเลย
เห็นด้วยกับการตัดสินใจแบบนั้นครับ
ขอบคุณ ที่เข้ามาทักทายครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ และขอชื่นชมด้วย
พี่ก็มักจะอุดหนุนในลักษณะนี้เสมอ เพราะคิดว่าเขาอุตส่าห์หาอาชีพสุจริตมาเลี้ยงชีวิต ไม่ได้มาขอเปล่าๆ เราอยู่ในฐานะที่สามารถอุดหนุนเขาได้อย่างสบายๆ จึงควรเฉลี่ยรายได้ให้แก่เขาบ้าง
คนบางคน เจอขอทาน ก็รังเกียจและไม่ให้เงิน เพราะคิดว่าไม่ยอมทำมาหากิน เพื่อหารายได้เลี้ยงตัว แต่พอเขาหาอาชีพเลี้ยงตัว ก็ยังไม่ช่วยอีก ช่างไร้น้ำใจกันจัง
เรื่องเฉลี่ยรายได้นี้ได้ข้อคิดจากการไปเที่ยวเวียดนาม หากเราซื้อของจากพ่อค้าแม่ค้าในปริมาณมาก เขาจะบอกให้เราไปอุดหนุนผู้ขายรายอื่นบ้าง เพื่อเฉลี่ยรายได้ เขาไม่ต้องการได้เงินเยอะอยู่คนเดียว โดยเพื่อนร้านอื่นไม่ได้อะไร