ในโลกปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างต่าง “แปรผัน”

เรามักถูกพร่ำสอนกันว่าต้องหัดรู้จักการ “ทำใจ”

การทำใจฟังคล้ายกับว่า “จำใจ” ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น

ไม่พยายามฝืน แต่ยอม “กล้ำกลืน” ทนสภาพนั้นให้ได้

พอทำไปๆ ท่านก็กลายเป็น “กลไก” ที่ไร้ซึ่งความรู้สึก

ท่านนึกหรือว่าที่ท่านทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรกระทำ

เรื่องที่ใกล้เคียงกันนั้นคือเรื่องการ “ยอมรับแล้วกลับมาดูใจ”


         แต่ท่านต้องอย่าไป “เข้าใจผิด” คิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน 

เพราะการ “ทำใจ” นั้นมีความหมายเพียงแค่ให้เรา “ทำใจ”

เพื่อให้พร้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

แต่การ “ยอมรับแล้วกลับมาดูที่ใจ” มีอะไรที่เกินไปกว่ามาก

เพราะว่านอกจากจะฝึกให้ยอมรับกับ "สิ่งที่อยู่ตรงหน้า” แล้ว 

ยังเน้นอยู่ที่ว่าให้หันกลับมาดู "สิ่งที่อยู่ข้างใน” ดูใจของเรา

เห็นความโกรธ ความกลัว หรือความเสียใจ ที่เกิดขึ้นไหม?

ไม่ได้บอกว่าต้องหัด “ทำใจ” ให้ทื่อๆ ให้ซื่อบื่อเป็นท่อนฟืน

หรือต้อง “ทนกล้ำกลืน” กับสิ่งที่เกิดขึ้นโดย “ไม่คิดทำอะไร”


การยอมรับแล้วกลับมาดูที่ใจ ไม่ได้แปลว่า “ไม่ทำอะไร”

เพราะเราสามารถ “ทำได้ทันที” หลังจากที่มีการยอมรับ

และได้หวนกลับเข้ามาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราแล้ว

เป็นการกระทำด้วย “ความรู้ตัว” ที่ก้าวข้าม “ดีชั่ว” หรือ “ถูกผิด”

ชีวิตคนเรามักติดอยู่กับ “ทวิภาวะ” จนขาด “อิสระ” อย่างแท้จริง

สิ่งต่างๆ ที่รายล้อมรอบข้าง ต่างก็ทำให้เรา ไม่เป็นตัวของตัวเอง

บทเพลงชีวิตอันเลื่อนไหลนั้นอยู่ที่ไหน? ใครบ้างที่ไม่ต้องการ

มีแต่การเปลี่ยนผ่านเท่านั้นที่จะทำให้เราออกจากพันธการนี้ได้!